Yandex.Metrica

Giacomo Casanova

จาโคโม คาสโนว่า (Giacomo Girolamo Casanova)

ผู้เขียน Story of My Life, สายลับ Venetian

คาสโนว่า เกิด วันที่  2 เมษายน 1725  ภายในบ้านของเขาบนถนนมาลิเปียโร่ (st. Malipiero) ใกล้กับโบสถ์เซนต์ซามูเอล (St.Samuel Church)  ในเมืองเวนิช สาธารณรัฐเวนิช (Republice of Venice)  โบสถ์เซนต์ซามูเอลเป็นโบสถ์ที่คาสโนว่าเข้าพิธีแบ๊พติสซ์ 

แม่ชื่อ ซาเน็ตต้า ฟารัสซิ (Zanetta Farussi) พ่อของเขาชื่อเกียตาโน่ คาสโนว่า (Gaetano Giuseppe Casanova) ทั้งคู่มีอาชีพเป็นนักแสดง   คาสโนว่าเป็นพี่ชายคนโตในพี่น้องทั้งหมดหกคน พ่อเสียชีวิตไปตอนที่เขามีอายุได้ 8 ปี

มีเสียงซุบซิบเหมือนกันว่าแท้จริงแล้วคาสโนว่าเป็นลูกที่เกิดจากมิเคลี กริมานี (Michele Grimani) เศรษฐีเจ้าของโรงละครซาน ซามูเอล ซึ่งมีความสัมพันธ์กับแม่ของเขา 

คาสโนว่า ถูกเลี้ยงดูมาโดยยายของเขาชื่อมาร์เซีย บัลดิสเซร่า (Marzia Baldissera) เพราะว่าแม่ของเขาต้องออกเดินทัวร์ไปกับคณะละครครั้งหนึ่งกินระยะเวลานาน

ในตอนเล็กคาสโนว่ามีสุขภาพอ่อนแอ มีอาการเลือดออกที่จมูก (nosebleeds) ยายของเขาเลือกใช้การรักษาโดยพาเขาไปพบกับแม่มดและมีเครื่องรางให้ติดตัวแม้ว่าการรักษาจะไม่ได้ผล แต่ว่าทำให้คาสโนว่าหลงไหลในเรื่องราวลึกลับ

เมื่ออายุ 9 ปี เขาถูกส่งเข้าไปอยู่ในบ้านที่แบ่งห้องเช่า (broading house) ในเมืองพาดัว (Padua) ซึ่งเจ้าของบ้านชื่อแอ๊บบี้ (Abbe Gozzi) แอ๊บบี้เป็นเหมือนครูคนแรกของเขา เป็นคนที่สอนวิชาหลายอย่างให้กับเขาทั้งดนตรีและการอ่าน สาเหตุที่เขาถูกส่งมาที่พาดัวอาจเป็นเพราะอากาศที่ดีกว่าจะช่วยรักษาอาการเลือดออกที่จมูกของเขาได้ตามคำแนะนำของแพทย์ แต่คาสโนว่าเองคิดว่าเป็นเพราะไม่มีใครรักและต้องการจำกัดเขา

ที่บ้านหลังนี้คาสโนว่าพบรับกับเบตติน่า (Bettina) น้องสาวของแอ๊บบี้ ซึ่งแก่ว่าคาสโนว่าและต่อมาเธอแต่งงาน แต่ทั่งคู่ยังรักษามิตรภาพต่อกันไป 

1737 เมื่ออายุ 12 ปี เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยพาดัว (University of Padua) ระหว่างที่เรียนหนังสือเขาสนใจด้านปรัญชา เคมี การแพทย์ และคณิตศาสตร์ แต่ก็เริ่มมีนิสัยติดการพนัน ทำให้เริ่มหนี้สิน

1742 สำเร็จการศึกษาตอนอายุ 17 ปี  โดยได้ปริญญาทางด้านกฏหมาย

1743 18 มีนาคม, ยายได้เสียชีวิตลง หลังทราบข่าวคาสโนว่าจึงได้เดินทางกลับมายังเวนิช

ต่อมาเขาได้ทำงานเป็นพ่ออธิการ (abbot)  ซึ่งอยู่ใต้คำสั่งของบาทหลวงแห่งเวนิช (Patriarch of Venice)

ช่วงเวลานี้เขามีความสนิทสนมกับวุฒิสภา วัย 76 ปี ชื่ออัลวิซ มาลิเปียโร่ (Alvise Gasparo Malipiero) ซึ่งนำเขาไปยังสังคมชั้นสูง ที่เพลิดเพลินกับการกินการดื่มและผู้หญิง

คาสโนว่า เป็นชายหนุ่มที่มีนัยตาสีดำ ผิวเข้มและตัวสูง ผมสีดำถูกไว้ยาวและดัดเป็นรอน เขามีความสัมพันธ์ทางเพศครั้งแรกกับสองพี่น้อง นาเน็ตต้า (Maria Savorgnan) และ มาเรีย  (Maria Savorgnan)  ซึ่งมีอายุสิบสี่ปีและสิบหกปี 

เมษายน, คาสโนว่าถูกจับขังคุก เพราะมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เขาถูกขังในเรือนจำที่ค่ายเซนต์แอนดริว (Fort St. Andrew) แต่พอเดือนกรกฏาคมก็ได้รับการประกันตัวออกมา

1744 หลังจากนั้นเขาได้เดินทางไปยังกรุงโรมเพื่อเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาเบเนดิค ที่ 14 (Pope Benedict XIV)

สิงหาคม, เขาสมัครเป็นทหารของกองทัพเวนิช บนเกาะคอร์ฟู (Corfu island) ทำให้ได้มีโอกาสเดินทางไปยังคอนสแตนติโนเปิ้ลเป็นช่วงสั้นๆ 

1745 ลาออกจากราชการทหารและกลับมายังเวนิช และได้ทำงานเป็นนักไวโอลีน ในโรงละครซาน ซามูเอล (San Samuele theater)

1746 ได้รู้จักกับแมทธิว บราเกดิน (Matther Bragadin) ซึ่งกลายเป็นเจ้านายใหม่ที่ให้ความช่วยเหลือเขา 

1749 ช่วงเวลานี้เขามีความสัมพันธ์กับหญิงฝรั่งเศสชื่อเฮนเรียต (Henriette)

1750 เดินทางปารีส เขาได้เข้าเป็นสมาชิกของฟรีเมสัน แห่งลีออน (Lyon Masonic Society) และยังเป็นสมาชิกของกลุ่มกางเขนกุหลาบ (Order of the Rosicrucians)

1752 หลังอยู่ในปารีสกว่าสองปี เขาออกเดินทางอีกครั้งไปยังเดรสเดน (Dresden) ซึ่งที่นี้เขาได้เขียนบทละครเรื่อง La Moluccheide แต่ว่าปัจจุบันสูญหายไป

ช่วงเวลาในปารีสนี้เขาเริ่มเรียนภาษาฝรั่งเศส ที่กลายมาเป็นภาษาที่เขาใช้ในงานเขียนเป็นส่วนใหญ่ ทั้งยังมีโอกาสได้พบกับโมสาร์ต (Mozart) ซึ่งเป็นสมาชิกของฟรีเมสันเช่นเดียวกับเขา

1753 กลับมายังเวนิช แต่ว่าระหว่างนี้เขาถูกจับตามองจากทางการเป็นพิเศษ โดยตำรวจของเวนิช ได้ส่งสายลับชื่อ จิโอวานนี มานุคคิ (Giovanni Manucci) ให้มาสอดแนมเขาเพื่อหาหลักฐานการกระทำผิดกฏหมาย

1755 26 กรกฏาคม, ถูกจับและถูกนำตัวไปขังที่เรือนจำเดอะรีด (The Leads~ Piombi)ใน พระราชวังดอจ (Doge’s Palace) เขาถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาห้าปี 

1756 เขาหนีออกจากเรือนจำมาได้ และมุ่งหน้าไปยังปารีส ในปารีสเขาได้พบกับเพื่อนเก่าคือเด เบอร์นิส (de Bernis) ซึ่งตอนนี้กลายเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส เบอร์นิส ได้จ้างวานให้คาสโนว่าเป็นสายลับให้กับเขา โดยถูกส่งไปยัง Dunkirk

ช่วงเวลานี้ยังได้รู้จักกับมาดาม ดูร์ฟี (Marquise d’Urfe) เศรษฐีซึ่งนอกจากหลงไหลในตัวของคาสโนว่าแล้วเธอยังชอบพิธีกรรมไสยศาสตร์ที่คาสโนว่าแสดงให้เห็นด้วย 

เมื่อเกิดสงคราม 7 ปี (Seven Year War) คาสโนว่าได้รับหน้าที่ในการนำพันธบัตรของฝรั่งเศสไปขายในอัมสเตอร์ดัม ซึ่งขณะนั้นเป็นศูนย์กลางทางการเงินของยุโรป ซึ่งการขายพันธบัตรประสมความสำเร็จ นอกจากนั้นเขายังเสนอโครงการทำล๊อตเตอรี่ให้กับรัฐบาลฝรั่งเศส ทำให้คาสโนว่าได้รับค่าตอบแทนอย่างมาก ซึ่งเขานำเงินดังกล่าวมาทำโรงงานผลิตผ้าไหม ซึ่อต่อมาประสบความล้มเหลว ทำให้เขามีหนี้สินอีกครั้ง

ตอนที่กลับมาจากอัมสเตอร์ดัม เขาทราบข่าวว่าเพื่อนของเขกุลติเนียน่า (Giustiniana Wynne)  นักเขียนที่เป็นลูกครึ่งอิตาลีและอังกฤษได้ตั้งครรถ์กับแฟนหนุ่ม แอนเดรีย เมมโม่ (Andrea Memmo) ที่มาจากตระกูลชั้นสูงของเวนิช ด้วยความแตกต่างของชาติตระกูลทั่งคู่จึงไม่สามารถแต่งงานกันได้ คาสโนว่าพยายามช่วยเหลือเธอในการทำแท้งโดยมีความสัมพันธ์กับเธอ แต่ว่าไม่สำเร็จ 

1759 คาสโนว่าถูกจำคุกอีกครั้งจากคดีเกี่ยวกับหนี้สินครั้งนี้ เขาถูกขังอยู่ในเรือนจำ For-IEveque ต่อมาได้รับการช่วยเหลือจากมาดาม ดูร์ฟี จนได้รับการปล่อยตัว เขาออกจากฝรั่งเศสไปยังเนเธอร์แลนด์ 

1760 ระหว่างที่มาอยู่ในสตุ๊ตการ์ด (Stuttgart) เขาถูกจับอีกครั้งเพราะคดีเรื่องหนี้สิน แต่ว่าเขาหนีมาได้สำเร็จ โดยครั้งนี้หนีไปยังสวิตเซอร์แลนด์ โดยที่คาสโนว่าแสดงว่าตัวเองเป็นอัศวินแห่งเซงัลต์ (Chevalier de Seingalt) หรือเคานต์แห่งฟารัสซิ (Count de Farussi) เพื่อได้เข้าไปในสังคมชั้นสูง เขามีโอกาสพบโวลแตร์ (Voltaire) ระหว่างอยู่ในสวิสนี้

พระสันตะปาปาคลีเมน ที่ 13 (Pope Clement XIII) ได้มอบรางวัล Order of the Golden Spur ในช่วงเวลานี้ด้วย

1762 กลับไปหามาดามดูร์ฟี ในปารีส 

1763 เดินทางไปอังกฤษ เพื่อขายแนวคิดการทำล๊อตเตอรรี่ให้กับทางการ  ระหว่างนี้เขาได้เงินจำนวนหนึ่งที่หลอกเอามาจากมาดาม ดูร์ฟี ในอังกฤษนี้เขามีความสัมพันธ์กับหญิงหลายคน จนกระทั้งป่วยด้วยโรคทางเพศสัมพันธ์ (venereal disease)

เมื่อมีอาการป่วยจึงได้ออกจากอังกฤษไปรักษาตัวในเบลเยี่ยม และเมื่อหายดีได้เดินทางไปยังรัสเซีย ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและมอสโคว์

1764  ธันวาคม, ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าซาร์ดินาแคทเธอรีน (Catherine the Great) เพื่อเสนอแนวคิดเรื่องการนำล๊อตเตอร์รี่ แต่ว่าถูกปฏิเสธ

1766 เขาอยู่ในวอร์ซอร์ และได้มีการดวลปืนกับพันเอกบรานิคกี (Colonel Franciszek Ksawery Branicki) เพื่อแย่งชิงนักบัลเลต์ชื่อ แอนนา (Anna Binetti) การดวลปืนทำให้ทั่งคู่ได้รับบาดเจ็บ หลังการดวลปืนเขาถูกเนรเทศออกจากวอร์ซอร์ เขากลับไปยังฝรั่งเศสแต่ต่อมาก็ถูกหลุยส์ที่ 15 (Louis XV) สั่งให้เขาออกจากประเทศ จากคดีเก่าเกี่ยวกับการหลอกลวงมาดามดูร์ฟี 

คาสโนว่าจึงเดินทางไปยังสเปน 

1774 กลับมายังเวนิสหลังจากแปดปีผ่านไป โดยเมื่อกลับไปเขาสามารถหางานเป็นผู้อำนวยการโรงละคร และได้เงินช่วยเหลือจากสหายเก่าอย่างแดนโดโล (Dandolo) แต่ว่าไม่พอใช้จ่าย ทำให้เขาเลือกทำงานเป็นสายลับให้กับเวนิสไปด้วย 

1775 เขาพิมพ์มหากาพย์อิเลียด (Iliad) ฉบับแปลเป็นภาษาอิตาลี ตอนที่ 1 ออกมา 

1779 ได้พบรักช่างเย็บฟ้าคนหนึ่งชื่อฟรานเซสก้า (Francesca Buschini) 

1783 ถูกเนรเทศออกจากเวนิชอีกครั้งหนึ่ง

พฤศจิกายน, ระหว่างอยู่ในปารีส ได้พบกับเบจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Frankling) ซึ่งเข้าร่วมการแสดงนิทรรศกาลเกี่ยวกับบอลลูน

ต่อมาคาสโนว่าได้งานเป็นผู้ช่วยของฟอสคารินี (Sebastian Foscarini) ทูตของเวนิสประจำเวียนนา

1785 เมื่อฟอสคารินี เสียชีวิต คาสโนว่าหางานใหม่จนได้เป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดให้กับเคานต์วัลด์สไตน์ (Bohemain Count Waldstein)  ในโบฮีเมีย (Kingdom of Bohemia) ในสาธารณรัฐเชคฯ ปัจจุบัน โดยที่เข้าใช้เวลาช่วงนี้ในปราสาทดัชคอฟ (Castle Duchcov) เขียนชีวประวัติของตัวเอง 

1787 Story of My Life (Histoire de ma vie) ถูกพิมพ์ออกมา โดยเป็นภาษาฝรั่งเศส

1797 สาธารณรัฐเวนิชหายไปจากแผนที่โลก เมื่อนโปเลียน (Napoleon Bonaparte) บุกเข้ายึด

1798 4 มิถุนายน เสียชีวิตในเมืองดัชคอฟ โบฮีเมีย ขณะมีอายุ 73 ปี  ร่างของเขาถูกฝังที่เมืองดัชคอฟนี้ แต่ว่าสถานที่ฝังศพของคาสโนว่าไม่รู้แน่ชัดจนปัจจุบัน

Mata Hari

มาร์กาเร็ตธา เซลล์ (Margaretha Geetruida Zelle)

สายลับเยอรมัน รหัส H-21

รู้จักเธอกันในชื่อที่เธอใช้ในการแสดงว่า มาต้า ฮาริ (Mata Hari) เธอเกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 1876 ในลียูวาร์เด้น, เนเธอแลนด์ (Leeuwarden, Netherlands) พ่อมีชื่อว่าอดัม (Adam Zelle) และแม่แอนเจ (Antje van der Meulen)  อดัมเป็นเจ้าของร้านขายหมวก และทำธุรกิจน้ำมัน ที่บ้านจึงมีฐานะร่ำรวยขณะที่เธอยู่ในวัยเด็ก

1889 พ่อของเธอล้มละลาย

1891 แม่เสียชีวิต 

1893 พ่อแต่งงานใหม่กับซูซานน่า (Susanna Catharina ten Hoove) แต่ว่าไม่ได้มีลูกด้วยกัน  หลังพ่อแต่งงานไม่นานมาต้า ก็ออกจากบ้านไปอาศัยอยู่กับพ่อบุญธรรม ชื่อ วิสเซอร์ (Visser) ในเมืองสนิก (Sneek) 

มาต้าเข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนกินเดอร์การ์เตน (Kindergarten) ในไลเดน (Leiden) เพื่อหวังที่จะจบมามีอาชีพเป็นครู แต่ว่าต้องออกจากการเรียนกลางคันเพราะมีปัญหากับครูใหญ่และพ่อบุญธรรม

มาต้าหนีออกจากบ้าน และไปอาศัยอยู่กับลุง ในกรุงเฮก (Hague) 

1895 11 กรกฏาคม , แต่งงานกับนายทหารชื่อรูดอล์ฟ แม็คเลาด์ (Captain Rudolf MacLeod) , มาต้าพบกับรูดอล์ฟผ่านโฆษณาประกาศหาคู่สมรสในหนังสือพิมพ์ ซึ่งรูดอล์ฟได้ลงโฆษณาเอาไว้ การแต่งงานของทั่งคู่จัดขึ้นในอัมเตอร์สดัม  รูดอล์ฟทำงานอยู่ในกองทัพอาณานิคมของเนเธอแลนด์ และประจำการอยู่ในบริเวณประเทศอินโดนีเซียปัจจุบัน

1897  ออกเดินทางด้วยเรือไอน้ำชื่อ อมาเลีย (SS Amalia) ไปยังเมืองมาลัง (Malang) ทางตะวันออกของเกาะชวา (Java island) และต่อมามีลูกด้วยกันสองคน ชื่อ นอร์แมน (Narman John MacLeod, 1897-1899) และหลุยส์ (Louise Jeanne MacLeod, 1898-1919) ระหว่างอยู่ในอินโดนีเซียนี้เองที่เธอได้ฝึกทักษะการเต้นของท้องถิ่น ในขณะที่ชีวิตครอบครัวไม่ค่อยจะมีความสุขเพราะสามีที่มีอายุห่างกันกว่ายี่สิบปี และยังติดเหล้า

1899 นอร์แมนเสียชีวิต โดยที่มาต้าเชื่อว่าถูกสาวใช้วางยาโดยคนรับใช้ซึ่งเธอคิดว่ามีความสัมพันธ์ชู้สาวกับรูดอล์ฟ ในขณะที่หลุยส์ลูกอีกคนก็ล้มป่วยพร้อมๆ กัน แต่ว่ารอดชีวิตมาได้

1902 เดินทางกลับมาอยู่ในเนเธอแลนด์ รูดอล์ฟและมาต้าได้แยกกันอยู่ มาต้าเองย้ายไปอยู่ในปารีส และหารายได้โดยการเป็นนักแสดงในคระละครสัตว์ ขณะนั้นเธอใช้ชื่อการแสดงว่าเลดี้ แม็คเลาด์ (Lady MacLeod)

1905 เธอเดินทางไปยังกรุงปารีสเป็นครั้งแรก เพื่อทำการแสดงเป็นนักเต้นระบำที่ผสมการเต้นแบบเอเชีย  ทำให้เธอก็เร่ิมมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก และได้ออกเดินทางไปแสดงยังที่ต่างๆ ทั่วยุโรป เธอเริ่มแต่งประวัติตัวเองใหม่ว่าเธอเกิดในวัดศักดิ์สิทธิอินเดีย และได้เรียนการเต้นมาจากวัดแห่งนั้น  นักบวชเป็นคนที่ตั้งชื่อมาต้า ฮาริให้เธอด้วย ซึ่งแปลว่า พระอาทิตย์ในภาษามาเลย์ หรือทางวรรณกรรมเรียกว่าเป็น ดวงตาแห่งกลางวัน (eye of the day)

ช่วงเวลานี้มาต้าได้มีความสัมพันธ์ลับๆ กับอีมิล กูเมต (Emile Etienne Guimet) มหาเศรษฐีเจ้าของโรงงานผลิตสีคราม สำหรับย้อมผ้า 

1907 จดทะเบียนหย่าอย่างเป็นทางการ

1914 ช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 1 เป็นช่วงที่อาชีพการแสดงของเธอตกต่ำลงแล้ว แต่ว่ามักมีความสัมพันธ์กับนักการเมืองหรือนายทหารระดับสูง ทำให้เธอมีโอกาสเดินทางไปยังประเทศต่างๆ บ่อยครั้ง คนที่เธอมีความสัมพันธ์ด้วย อาทิ เช่น รัฐมนตรีกลาโหมอัลดอล์ฟ-ปิแอร์ (Adolphe-Pierre Messimy) บารอน เฮนรี่ โรธสซิลด์ (Baron Henry de Rothschild) 

1916 เธอตกหลุมรักเจ้าหน้าที่หนุ่มชาวรัสเซียชื่อวาดิม (Vadim de Maslof) ขณะนั้นเขามีอายุ 21 ปี ซึ่งเชื่อว่าวาดิมเป็นคนที่ชักจูงให้เธอมาทำงานเป็นสายลับให้กับฝรั่งเศส เธอจึงได้ติดต่อกับกัปตันลาด๊อกซ์ (Captain Ladoux) หัวหน้าสายลับของฝรั่งเศส 

ระหว่างที่เดินทางไปยังอังกฤษ เมื่อเรือไปถีงท่าในฟาลเมาท์ (Falmouth) มาต้าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจของอังกฤษจับในข้อหาเป็นสายลับและถูกนำตัวไปยังลอนดอนเพื่อทำการสอบสวน โดยผู้ทำการสอบปากคำเธอคือเซอร์ เบซิล ทอมสัน (Sir Basil Thomson) โดยที่เซอร์ทอมสัน เขียนหนังสือ  ชื่อ Queer People พิมพ์ออกมาในปี 1922 อ้างว่า มาต้า ยอมรับว่าเธอทำงานเป็นสายลับให้กับฝรั่งเศส  

มาต้านั้นถูกนำตัวไปขังที่สถานีตำรวจบนถนนแคนน่อน (Cannon st.) แต่ไม่นานได้รับการปล่อยตัว

1917 มกราคม, มีการส่งข้อความของกองทัพเยอมันจากกรุงมาดริดไปยังเบอร์ลินด้วยคลื่นวิทยุ แต่ว่าฝ่ายฝรั่งเศสสามารถดักจับสัญญาณเอาไว้ได้ โดยเนื้อหาของข้อความ กล่าวถึงสายลับ ชื่อรหัสว่า H-21 และข้อความยังระบุด้วยว่าคือมาต้า 

13 กุมภาพันธ์, ขณะที่เธออยู่ในโรงแรมวังอลิเซ่ (Hotel Elysee Palace) กัปตันลาด๊อกซ์ซึ่งไม่ไว้ใจมาต้าอีกแล้ว ได้สั่งจับเธอ ในข้อหาเป็นสายลับให้เยอรมัน เธอถูกนำตัวไปขังไว้ที่เรือนจำเซนต์ลาแซร์ (St. Lazare Prison) 

มาต้าปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันว่าตัวเธอเองบริสุทธิ แต่ว่าทนายที่ทำหน้าที่ว่าความให้เธอไม่ได้รับการอนุญาตให้คุยกับลูกความโดยตรง หลายคนจึงคิดว่าคำตัดสินถูกกำหนดเอาไว้แต่แรกแล้ว 

15 ตุลาคม , เวลาหกโมงเช้า เธอถูกนำตัวไปที่ลานในปราสาทวินเซนเนส (Castle of Vincennes) และถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า เธอมีอายุ 41 ปีในขณะนั้น

ปี 1970 ทางการเยอรมันเปิดเผยข้อมูลใหม่ยืนยันว่า มาต้าเป็นสายลับของเยอรมันจริง เธอเข้าทำงานให้กับเยอรมันราวช่วงปลายของปี 1915  ในหน่วย 3-บี (Division III b) โดยผู้บังคับบัญชาหน่วยคือ วอลเตอร์ นิโคไล (Walter Nicolai) และพันเอกโรเบลล์ (Major Roepell) เป็นคนที่คอยติดต่อมอบคำสั่งให้กับมาต้า 

ร่างของมาต้านั้นถูกนำไปใช้เพื่อการศึกษาทางการแพทย์เพราะไม่มีญาติคนใดของเธอมาขอรับไปเมื่อเธอเสียชีวิต ในขณะที่ศรีษะของมาต้าถูกดองเอาไว้และเก็บรักษาเอาไว้ที่พิพิธภัณฑ์กายวิภาค (Museum of Anatomy) ในปารีส แต่ในปี 2000 พบว่าศรีษะของเธอได้หายไป ซึ่งอาจจะหายไปตั้งแต่ปี 1950s เมื่อมีการย้ายที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์

Zbigniew Brzezinski

ซบิกเนียฟ บราเซซินสกี (Zbigniew Brzezinski)

ซบิกเนียฟ เบรซ์ซินสกี (Zbigniew Brzezinski)

เกิดในวอร์ซอว์, โปแลนด์ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 1928  พ่อของเขาชื่อ ทาเดียซ (Tadeusz Brzezinski 1896-1990) เป็นนักการทูตเคยประจำอยู่ในเยอรมัน  ส่วนแม่ชื่อ เลฟเนีย (Leonia Roman)  ตระกูลของเขาเป็นตระกูลเก่าแก่ที่เป็นอัศวินตั้งแต่ยุคกลาง ซึ่งใช้ตราสัญลักษณ์เทรบี้ (Trąby coat of arms) สืบต่อกันมา

1931 พ่อของเขาเป็นทูตอยู่ในเยอรมัน เขาจึงมีโอกาสได้อยู่ในช่วงที่นาซีกำลังเข้ามามีอำนาจในประเทศนี้

1936 พ่อของเขาได้ย้ายไปเป็นทูตอยู่ในโซเวียต 

1938 ครอบครัวย้ายไปยังแคนนาดา  และเข้าเรียนหนังสือที่มัธยมโลโยลา (Loyala High School) ในมอนทรีออล

1945 เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแม็คกิลล์ (McGill University) ด้านรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์

1949 สำเร็จปริญญาตรี

1950 สำเร็จปริญญาโท โดยเขาทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับชนเชื้อสายต่างๆ ที่อยู่ในสหภาพโซเวียต 

1953 จบปริญญาเอกจากฮาร์วาร์ด (Harvard University) และเริ่มทำงานสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้

1957 เขาเดินทางกลับไปยังโปแลนด์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ออกมาจากประเทศนี้

1958 ได้รับสัญชาติอเมริกัน

1960 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านกฏหมายจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) เขายังเป็นอาจารย์ที่เคยสอนนางเมเดลีน อัลไบรท์ (Madeleine Albright) ด้วย 

1961 ที่ ม.โคลัมเบีย มีการก่อตั้งสถาบันคอมมิวนิสต์ศึกษา (Institute of Communist Affairs) เบรซ์ซินสกี จึงได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบัน

เป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศในสมัยของประธานาธิบดีเคนเนดี  (John F. Kennedy) 

1966-1968 ในสมัยของประธานาธิบดีจอห์นสัน (Lyndon Johnson) เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกของสภานโยบายแห่งรัฐ (Depeartment of State’s Policy Planning Council) โดยที่ตัวเขาสนับสนุนการทำสงครามในเวียดนาม

1968 เขาสนับสนุนฮัมเฟรย์ (Hubert Humphrey) ในการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ว่าฮัมเฟรย์แพ้ให้กับนิกสัน (Richard Nixon) 

1973 ร่วมกับเดวิด ร๊อคกี้เฟลเลอร์ ก่อตั้ง Trilateral Commission ซึ่งเป็นกลุ่มเอ็นจีโอที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง สหรัฐฯ ยุโรปและญี่ปุ่น  ซึ่งในกลุ่มนี้มี จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) เป็นสมาชิกด้วย 

1976 เมื่อจิมมี่ คาร์เตอร์ ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี เขาแต่งตั้ง เบรซ์ซินสกีเป็นผู้ช่วยประธานาธิบดีด้านกิจการความมั่นคง (assistant to the president for national security affairs) ซึ่งระหว่างอยู่ในตำแหน่งนี้เขาเป็นคู่กัดกับไซรัส แวนซ์ (Cyrus Vance) รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ เกี่ยวกับนโยบายต่อสหภาพโซเวียต ซึ่งเบรซ์ซินสกีต้องการใช้นโยบายที่แข็งกร้าวและเผชิญหน้า

ระหว่างที่เขาเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงนี้ เขามีบทบาทสำคัญหลายอย่าง เช่น การสนับสนุนกลุ่มมูจาฮีดีนในอัฟกานิสถาน เพื่อต่อต้านโซเวียต, 

สนับสนุนเขมรแดง (Khmer Rouge) ของพอล พต (Pol Pot)  ซึ่งในปี 1979 เวียตนามบุกกัมพูชา ทำให้เขมรแดงหมดอำนาจ สหรัฐฯ เข้ามาปกป้องเขมรแดง โดยบอกว่าพวกเขาเป็นนักรบกองโจร (guerrilas)  เบรซ์ซินสกี ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เขากดดันให้รัฐบาลไทยร่วมมือกับจีน ในการช่วยเหลือเขมรแดงให้มีอำนาจอีกครั้งในกัมพูชา และใช้ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทยเป็นฐานในการทำสงครามกับรัฐบาลของฮุน เซน  

1981 ได้รับรางวัล Presidential Medal of Freedom จาก ปธน.คาร์เตอร์

1985 เป็นหนึ่งในคณะทำงานด้านกิจการสงครามอาวุธเคมี (President’s Chemical Warfare Commission) ในสมัยของ ประธานาธิบดีเรแกน (Ronald Reagan)

1987-1989เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาด้านกิจการต่างประเทศ (President’s Foreign Intelligence Advisory Board) 

1988 เขียนหนังสือ  The Grand Failure ซึ่งทำนายว่านโยบายของกอร์บาเชฟ (Mikhail Gorbachev) จะล้มเหลวและจะทำให้โซเวียตพัง

ชีวิตในช่วงหลังแม้จะไม่มีตำแหน่งสำคัญทางการเมื่อ แต่เขายังแสดงความเห็นต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ เสมอ

1990 เขาต่อต้านการทำสงครามอ่าวเปอร์เซีย (Gulf War) ของบุช  (George H. W. Bush) โดยเขาให้เหตุผลเขียนไว้ในหนังสือชื่อ Our of Control

1994 ต่อต้านสงครามเชชเนีย ครั้งที่ 1 (First Chechen War, 1994-1996) ของปูติน (Vladimir Putin) โดยได้ก่อตั้งคณะกรรมการสันติภาพแห่งเชชเนีย (American Committee for Peace in Chechnya) 

1995 ได้รับรางวัล Order of the White Eagle จากโปแลนด์ ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของโปแลนด์ที่มอบให้กับประชาชนทั่วไป

1999 เขาสนับสนุนนาโต้ในการโจมตีเซอร์เบีย

2001 หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน (911) เขาถูกโจมตีจากการที่มีส่วนในการสร้างกลุ่มหัวรุนแรงมูจาฮีดีน (Afghan mujahiddin) 

2004 เขียนหนังสือ The Choice โจมตีนโยบายสงครามต่อต้านการก่อการร้าย (War on Terror) ของบุช (George W. Bush)

2007 เขาสนับสนุนโอบาม่าให้เป็นประธาบนธิบดี 

2011 สนับสนุนการโจมตีลิเบีย และการสังหารกัดดาฟี (Myammar Gaddafi)

2014 เขาสนับสนุนฝ่ายเมเดน (EuroMaiden) ในยูเครน ซึ่งประท้วงขับไล่ประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช (Viktor Yanukovich) ออกจากอำนาจ

 ชีวิตส่วนตัว เบรซ์ซินสกีแต่งงานกับอีมิไล (Emilie Anna Benes) นักประติมากรรม ที่มีเชื้อสายเชค พวกเขามีลูกด้วยกันสามคน  มาร์ค (Mark Brzezinski, b.1965) , มิก้า (Mika Brzezinski, b.1967) และ เอียน (Ian Brzezinski,)

เบรซ์ซินสกีเคยเป็นสมาชิกของ NED (National Endowment for Democracy) และปัจจุบันยังมีตำแหน่งใน CFR(Council on Foreign Relations) และองค์กรลับ Bilderbergs

  • Between Two Ages  (1976)
  • Power and Principle: Memoirs of the National Security Adviser, 1977-1981 (1983)
  • Grand Failure: The Birth and Death of Communism in the Twentieth Century  (1990)
  • The Geostrategic Triad: Living with China, Europe, and Russia (Significant Issues Series)  (2000)
  • Out of Control: Global Turmoil on the Eve of the 21st Century (2001)
  • The Choice (2005)
  • The Grand Chessboard: American Primacy And Its Geostrategic Imperatives  (2007)
  • Second Chance: Three Presidents and the Crisis of American Superpower (2008)
  • Strategic Vision: America and the Crisis of Global Power (2012)

Pyotr Kapitsa

เปียเตอร์ คาปิตช่า (Пётр Леонидович Капица)

โนเบลฟิสิก 1978

คาปิตช่าเกิดในครอนสแตท (Kronstadt, Russia) เมื่อวันที่  9 กรกฏาคม 1894 พ่อของเขาชื่อลีโอนิค (Leonid Petrovich Kapitsa) เป็นวิศกรทหาร และแม่ชื่อโอลก้า (Olga Leronimovna Stebnitskaia) มีอาชีพเป็นครู 

1914 เข้าเรียนในภาควิชาไฟฟ้าเครื่องกลของสถาบันโพลีเทคนิคเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (St. Petersburg Polytecnic Institute) แต่เมื่อเกิดสงครามโลกขึ้น เขาได้อาสาสมัครเข้าเป็นทหาร โดยได้ทำหน้าที่เป็นพลขับรถในแนวหน้าด้านการรบกับโปแลนด์

1916 เมื่อสงครามสิ้นสุดได้กลับมาศึกษาต่อ  ระหว่างนี้ ศ.จ. ไอออฟฟ์ (A.F. Ioffe) ได้ชวนเขาให้เข้ามาทำงานในสถาบันรังสี ของสถาบันฟิสิกเทคนิค (Physic-technical Institute)

1917 พ่อของคาปิตช่าเสียชีวิตในช่วงที่เกิดการปฏิวัติในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยเขาเสียชีวิตจากการระบาดของไข้หวัดสเปน (Spanish Flu) 

1921 ถูกส่งมาฝึกงานที่ห้องทดลองคาเวนดิช (Cavendish Laboratory) มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ ได้มีโอกาสทำงานกับ รัทเธอฟอร์ด (Ernest Rutherford) โดยฉายา “จรเข้ (Crocodite)” ของรัทเธอฟอร์ด คาปิตช่าเป็นคนตั้ง

1924 พัฒนาวิธีการสร้างสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มสูง โดยมีขนาด 320 กิโลเกาส์ (Kilogauss) ในพื้นที่ปริมาตร 2 ลูกบาศเซนติเมตร

1927 แต่งงานกับแอนนา (Anna Alekseevna Krylova) พวกเขามีลูกด้วยกันสองคนชื่อ เซอร์เกย์ (Sergei) และแอนดรี (Andrei)

1928 ค้นพบค่าความต้านทานสนามแม่เหล็กเชิงเส้นของโลหะหลายชนิดในสนามแม่เหล็กแบบเข้ม (linear dependence of resistivity on magnetic field for various metals in very strong magnetic fields.)

1934 เดินทางกลับมารัสเซีย และถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศอีก 

เมื่อมีก่อตั้งสถาบันศึกษาปัญหาทางฟิสิก (Institute of Physical Problems) คาปิตช่าได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการของสถาบัน  ตัวเขาเองเปลี่ยนแนวการวิจัยมาศึกษาฟิสิกที่ภาวะอุณภูมิต่ำแทน และสามารถสร้างอุปกรณ์ผลิตฮีเลี่ยมเหลวที่ให้ปริมาณครั้งละมากขึ้นได้

1937 ค้นพบซุปเปอร์ฟลูอิดดิตี้ (Superfluidity~ ของไหลยวดยิ่ง) สภาวะซึ่งสสารมีพฤติกรรมเหมือนของเหลวและมีความหนีดเป็นศูนย์

1939 เขาออกแบบปรับปรุงเครื่อง Turboexpander เครื่องจักรที่ใบพัดทำงานโดยอาศัยความดันของก๊าซ จนมีประสิทธิภาพสูงและกลายเป็นต้นแบบพื้นฐานของเครื่องประเภทเดียวกันนี้จนปัจจุบัน

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1940s สถาบัน IPP ได้ย้ายไปอยู่ในคาซาน (Kazan) และในสงครามมีความต้องการใช้อ๊อกซิเจนเหลวเป็นจำนวนมาก คาปิตช่าจึงได้พัฒนาเครื่องมือที่ใช้ผลิตอ๊อกซิเจนเหลวของเขาให้มีประสิทธิภาพสำหรับอุตสาหกรรม

1946 เขาถูกให้ออกจากสถาบัน IPP จากความขัดแย้งกับเบเรีย (Lavrenty Beria) ซึ่งเป็นผู้ควบคุมโครงการวิจับระเบิดนิวเคลียร์ของโซเวียต ในตอนแรกคาปิตช่าถูกเลือกให้เข้าร่วมทีมวิจัยการแยกยูเรเนียมโดยใช้เทคนิคฟิสิกสภาวะอุณหภูมิต่ำ แต่ความขัดแย้งกับเบเรียทำให้เขาลาออกจากทีม บางว่าช่วงเวลานี้คาปิตช่าถูกกักบริเวณอยู่แต่ในบ้านพัก แต่ว่ายังได้รับอุปกรณ์สำหรับการวิจัยจำนวนหนึ่งมาไว้ที่บ้าน

1950 พัฒนาเครื่องกำเนิดคลื่นไมโครเวฟกำลังสูง (UHF oscillators) ชื่อ the Planotron และ the Nigotron 

1955 ในยุคของครุสเชฟ (Nikita Khrushcev) คาปิตช่าได้เป็นผู้อำนวยการของสถาบันเซมิคอนดัคเตอร์ฟิสิก (Institute of semiconductor physics) 

1957 เป็นสมาชิกของ USSR Academy of Sciences 

1959 คาปิตช่าเป็นผู้พิสูจน์ว่ามีทะเลสาบอยู่ใต้พื้นนำ้แข็งในแอนตาร์ติก้าจริง ตามที่ปีเตอร์ โครป๊อตกิ้น (Peter Kropotkin) เคยตั้งสมมุตฐานเขาไว้ ทะเลสาบแห่งนี้ถูกตั้งชื่อว่าทะเลสาบวอสต๊อค (Lake Vostok)

1978 ได้รับรางวัลโนเบลฟิสิก จากการบุกเบิกวิชาฟิสิกในภาวะอุณภูมิต่ำ

1984 22 มีนาคม, มีอาการเส้นเลือดในสมองตีบ

8 เมษายน, เสียชีวิต ร่างของเขาถูกนำไปฝังที่สุสานโนเวเดวิชี  (Novedevichy cemetery) ในมอสโคว์

Fyodor Tyutchev

โฟดอร์ ทุตเชฟ (Фёдор Тютчев)

กวี

 ทุตเชฟ เกิดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1803 ในหมู่บ้านออฟสตัก (Ovstug village) ราว 30 กิโลเมตรจากเบอร์ยานส์ก (Bryansk, Russian Empire)  หมู่บ้านของเขาอยู่บนฝังแม่น้ำเดสน่า  (Desna River) พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ทุตเชฟเป็นลูกชายคนที่สองของบ้าน พ่อของเขาชื่ออีวาน (Ivan Tyetchev) และแม่ชื่อแคทเธอรีน (Ekaterina L. Tyutchev) ภายในบ้านของเขานั้นใช้ภาษาฝรั่งเศสในการสื่อสารระหว่างกัน มีเพียงคนรบใช้ที่ใช้ภาษารัสเซีย ทำให้ทุตเชฟนั้นเชี่ยวชาญในทั้งสองภาษา แต่เขานั้นใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก

1812 ย้ายมาอยู่ในเมืองเยโลสลาฟ ไม่นานก่อนที่เมืองนี้จะถูกโจมตีโดยกองทัพของนโปเลียน

ทุตเชฟได้เรียนหนังสือโดยจ้างเซมยอน ไรซ์ (Semyon Raich) มาเป็นครูสอนที่บ้าน โดยเขาได้เรียนวรรณกรรมอิตาลีและวรรณกรรมคลาสสิค ทุตเชฟนั้นหลงไหลการอ่านมาตั้งแต่นั้น เขาเริ่มแปลผลงานของฮารีส (Horace) กวีชาวโรมัน มาเป็นภาษารัสเซียตั้งแต่อายุ 12 และเริ่มเขียนบทกวีของตัวเองตอนอายุ 16

1819 เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมอสโคว์ (Moscow University) ในคณะปรัชญา 

1822 เมื่อเรียนจบได้เข้าทำงานในกระทรวงการต่างประเทศ ที่สำนักงานในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก่อนเขาถูกส่งไปเป็นเจ้าหน้าที่ทูตยังมิวนิค โดยเป็นผู้ช่วยของเคาต์ออสเตอร์มัน-ตอลสตอย (Count Ostermann-Tolstoy) ซึ่งเป็นญาติของเขาด้วย  จากงานของเขาทำให้ทุตเชฟใช้ชีวิตในต่างประเทศนานกว่า 22 ปี 

ในเมืองมิวนิคนี้ ทุตเชฟได้ตกหลุมรักเคาน์เตส อเมลีย์ เลอร์เชนเฟล์ด(Amalie von Lerchenfeld) แต่ความรักของทั้งคู่ไม่สมหวัง เมื่ออเมลีย์ถูกบังคับให้ไปแต่งงานกับบารอนอเล็กซานเดอร์ (Baron Alexander von Krüdener) อย่างไรทั้งคู่ยังคบหากันในฐานะเพื่อนตลอดมา และในวันที่ทุตเชฟเสียชีวิตเธอก็อยู่ด้วย

1826 กลับมาจากเยอรมันและได้แต่งงานกับ อีเลียนอร์ ปีเตอร์สัน (Elenore “Nelly” Peterson (Bothmer)) เธอเป็นหญิงม่ายที่มีลูกติดสามคน หลังแต่งงานกับทุตเชฟพวกเขามีลูกด้วยกันอีกสามคน ชื่อแอนน่า (Anna) , ดาร์ย่า (Darya) และแคทเธอรีน (Ekaterina)

1836 เจ้าชายอีวาน กาการิน (Prince Ivan Gagarin) เพื่อนของทุตเชฟได้ขออนุญาตนำบทกวีของเขาไปตีพิมพ์ลงในหนังสือแม็กกาซีน Sovermennik ของพุชกิ้น แต่ว่างานของเขายังไม่ได้รับความสนใจเท่าไรในขณะนั้น

1837 ถูกย้ายไปอยู่ในตูริน (Turin) พวกเขาลงเรือไอน้ำ ชื่อ นิโคลัส 1 (Nicholas I) จากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ไปยังตูริน แต่ระหว่างที่เรืออยู่ในทะเลบอลติก ก็ประสบอุบัติเหตุ แม้ทุกคนรอดชีวิตมาได้ แต่อีเลียนอร์ก็มีปัญหาสุขภาพมาตั้งแต่นั้น

1838 อีเลียนอร์ ภรรยาของเขาเสียชีวิต

1839 แต่งงานกับเออร์เนสไตน์ (Ernestine von Dornberg)  มีลูกด้วยกันหนึ่งคนชื่ออิวาน  (Ivan) หลังจากแต่งงานไม่นานเขาก็ลาออกจากกระทรวง แล้วกลับไปอาศัยในมิวนิค

1844 กลับมาอยู่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และทำงานในแผนกเซนเซอร์หนังสือของกระทรวงต่างประเทศ หนังสือที่ไม่ได้รับอนุญาตให้แปลเป็นภาษารัสเซียที่ถูกเซนเซอร์ในตอนนั้นอย่างเช่น Communist Manifesto 

1846 พบรักกับอีลิน่า เดนิซีว่า (Elena Denisieva) ซึ่งมีอายุอ่อนกว่าเขายี่สิบปี ทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันแบบลับๆ และมีลูกด้วยกันสามคน 

1864 อีลีน่าเสียชีวิตด้วยวัณโรค 

1873 มกราคม, ล้มป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองตีบ

27 กรกฏาคม เสียชีวิตภายในโรงพยาบาลในพระราชวังซาร์สโกเย่ เซโล่ (Tasrskoe Selo)

Madison Grant

เมดิสัน แกรนต์ (Madison Grant)

แกรนต์ เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 1865 ในนิวยอร์ค สหรัฐฯ พ่อของเขาเป็นแพทย์ชื่อเกเบรียล (Gabriel Grant) และแม่ชื่อแคโรลีน (Caroline Manice Jesse De Forest)

1887 จบแพทย์จากมหาวิทยาลัยเยล (Yale University) 

หลังจากนั้นเขาได้เรียนกฏหมายที่ ม.โคลัมเบีย (Columbia Law School) ซึ่งเมื่อเรียนจบแกรต์ได้ยึดอาชีพเป็นทนาย แต่ว่าเขายังคงชื่นชอบงานด้านวิทยาศาสตร์  โดยเฉพาะการคัดเลือกสายพันธ์ของมนุษย์ (Eugenics)

1916 เขียนหนังสือ The Passing of the Great Race แกรนต์ได้สร้างทฤษฏีว่า คนเชื้อสายนอร์ดิก (Nordic race) คนผมบรอนด์-ตาสีฟ้า เป็นเผ่าพันธ์ที่เหนือกว่ามนุษย์สายพันธ์อื่น

หลังจากนั้นแกรนต์เริ่มหันมารณรงค์เรียกร้องให้มีการจำกัดผู้อพยพที่จะมาอาศัยในสหรัฐฯ โดยเฉพาะไม่ต้องการให้มีชาวเอเชียเข้าไปอาศัยในสหรัฐฯ และให้จำกัดจำนวนผู้อพยพที่มาจากยุโรปตะวันออกและยุโรปใต้ งานของแกรนต์ได้รับความสนใจในช่วง 1920s จากพวกอนุรักษ์นิยมที่ต่อต้านผู้อพยพเข้ามาในสหรัฐฯ รวมถึงกลุ่ม Ku Klux Klan 

1922 ได้รับตำแหน่งประธานของสันนิตบาตเพื่อการกีดกันผู้อพยพ (Immigration Restriction League) ซึ่งการทำงานของแกรนต์มีผลสัมฤทธิ์ เมื่อมีการออกกฏหมาย Immigration Act of 1924 ซึ่งห้ามผู้อพยพโดยเฉพาะชาวเอเชียไม่มีสิทธิในการขอเป็นพลเมืองสหรัฐฯ

ในปี 1925 , The Passing of the Great Race ถูกตีพิมพ์เป็นภาษาเยอรมัน และผู้อ่านที่หลงไหลหนังสือเล่มนี้คือ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ซึ่งเขาเขียนจดหมายในฐานะแฟนคลับ ยกย่องว่าหนังสือเล่มนี้เหมือนคัมภีร์ไบเบิ้ลของเขา 

1933 The Conquest of a Continent 

1937 30 พฤษภาคม, เสียชีวิต

Pyoter Wrangel

ปีเตอร์ แวงเจล (Пётр Николаевич Врангель)

หนึ่งในผู้นำกองทัพขาว

แวงเจล เกิดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 1878 ในเมืองมุกุไลอี, เขตกอฟโน่ (Mukuliai, Kovno Governorate)  ในจักรวรรดิรัสเซีย ปัจจุบันเป็นเมืองซาราไซ (Zarazai) ประเทศแลตเวีย พ่อของแวงเจล ชื่อ นิโคไลย์ (Nikolay Egorovich) เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ครอบครัวของเขาเป็นเจ้าของเหมืองทองคำ

ตระกูลของเขามีเชื้อสายเยอรมันบอลติค เป็นตระกูลเก่าแก่ที่มักทำงานในในกองทัพต่างๆ ของยุโรป แวงเจล เป็นญาติห่างๆ กับเฟอร์ดินัน แวงเจล (Ferdiannd von Wrangel) นักเดินเรือสำรวจทวีปอาร์คติก

1896 สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเทคนิครอสตอฟ (Rostov Technical High School) และเข้าเรียนต่อที่สถาบันวิศวกรรมเหมืองแร่ (Institute of Mining Engieering) ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

1901 จบวิศวกรรม และได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนทหารนิโคไล (Nikolaev Cavalry School) 

1902 ออกจากกองทัพและได้เดินทางไปยังไซบีเรียเพื่อดูแลธุรกิจเหมืองของครอบครัว

1904 แวงเจลอาสาสมัครเข้าเป็นทหารอีกครั้งเมื่อเกิดสงครามระหว่างญี่ปุ่นกับรัสเซีย โดยแวงเจลเข้าร่วมในกองทหารม้าของคอสแซ็คที่ 2 (2nd Regiment of Trans-Baikahl Cossack Corps) ที่ลำตระเวณบริเวณพื้นที่แถบไบคาล แวงเจลได้รับเหรีญรางวัล St. Anna และ St.Stanislav ชั้นที่ 3 เป็นการสดุดีในวีรกรรมของเขาในสงคราม

1906 เมื่อสงครามสิ้นสุดแวงเจลยังคงอยู่ในกองทัพต่อไป เขาถูกส่งตัวไปยังกองทหารประจำฟินแลนด์ โดยที่ต้องนั้นมีนายพลนิโคไล ออร์ลอฟ (General Nikolay Orlov) เป็นผู้บัญชาการ

1907 สอบเข้าเรียนในสถาบันทหารนิโคลัส (Nikolaevsky Military Academy)

1908 แต่งงานกับโอลก้า (Olga Mikhaylovna Ivanenko)

1910 เมื่อเรียนจบเขาเลือกที่จะกลับไปอยู่ในหน่วยทหารมา จนกระทั้งได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการในอีกสองปีต่อมา

1914 เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาทำหน้าที่รบอยู่ทางตะวันออกของปรัสเซีย เขาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐคนแรกที่ได้รับเหรียญ Order of St.George ชั้นที่ 4 ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของกองทัพรัสเซียในขณะนั้น

1915 ถูกส่งมาในแนวรบด้านตะวันตกเฉียงใต้ ในบริเวณประเทศโรมันเนีย เพื่อรับกับฝ่ายออสเตรีย

1917 มกราคม เขาได้ยศเป็นพลเอก และเป็นผู้บัญชาการทหารม้าอัสสุรี (Ussuri Cacalry Division) แต่เดือนต่อมาเกิดการปฏิวัติกุมภาพันธ์ในรัสเซีย แวงเกลยังคงอยู่ในโรมันเนีย เขายังคงรับคำสั่งจากรัฐบาลเฉพาะกาลที่ตั้งขึ้นมา แต่เมื่อเกิดความวุ่นวายภายในกองทัพเขาก็ตัดสินใจลาออกในเดือนกันยายน 

เมื่อเกิดการปฏิวัติตุลาคม โดยฝ่ายบอลเชวิค แวงเกลได้ย้ายออกจากมอสโคว์ลงไปทางใต้ ไปอาศัยอยู่ในเมืองยาลต้า (Yalta) ในคาบสมุทรไครเมีย แต่ช่วงใกล้จะสิ้นปีเขาก็ถูกทหารฝ่ายบอลเชวิคจับตัวขังคุก  แต่ว่าต่อมาได้รับการปล่อยตัว เขาจึงหลบหนีไปยังเคียฟ และเข้าร่วมกับฝ่ายของบาฟโล สโกโรปัดสกี (Pavlo Skoropadsky)  ซึ่งตั้งตัวเป็นผู้นำของยูเครน ต้องการแยกยูเครนเป็นอิสระ และต่อสู้กับฝ่ายบอลเชวิค

1918 แวงเจลได้ยินข่าวลือว่ารัฐบาลของสโกโรปัดสกี ได้รับการสนับสนุนจากเยอรมัน เขาจึงหันไปเข้าร่วมกับกองทหารอาสาสมัคร (Volunteer Army) ซึ่งมีฐานอยู่ในเมืองเยคาเตริโนดาร์ (Ekaterinoday) และได้รับหน้าที่ควบคุมหน่วยทหารม้า 

1920 กองทัพขาวประสบกับความพ่ายแพ้ในการต่อสู้เพื่อที่จะชิงมอสโคว์  แอนตัน เดนิกิ้น (Anton Denikin) ผู้นำกองทัพขาวขณะนั้นจึงมอบหน้าที่การบัญชาการกองทัพให้กับแวงเกลแทน โดยกองทัพขาวกับไปตั้งมั่นอยู่ในไครเมีย 

ช่วงปลายปี บอลเชวิคส่งกองทหารขนาดใหญ่เข้ามาโจมตี จนในที่สุดแวงเกลต้องหนีออกจากไครเมีย ไปยังตุรกี และต่อมาไปอยู่ในเซอร์เบีย เขาตั้งศูนย์ช่วยเหลือชาวรัสเซียที่ลี้ภัยขึ้นที่นี่ 

1927 กันยายน, มาอยู่ในกรุงบรัสเซลของเบลเยี่ยม และทำงานเป็นวิศกรเหมือง

1928 25 เมษายน, เสียชีวิตอย่างกระทันหันในบรัสเซล โดยเชื่อกันว่าสาเหตุการเสียชีวิตของเขาเพราะถูกวางยาพิษ  

ต่อมาร่างของเขาถูกย้ายฝังที่โบสถ์ไตรนิตี้ (Holy Trinity Russian Orthodox Trinity Church) ในกรุงเบลเกรดของเซอร์เบียตามความปรารถนาของเขา

Melita Norwood

เมลิต้า นอร์วูด  (Melita Stedman Sirnis

ชาวอังกฤษที่เป็นสายลับให้กับเคจีบี 

เมลิต้า เกิดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 1912 ในแฮมเชียร์  พ่อของเธอชาวแลตเวีย ชื่ออเล็กซานเดอร์ เซอร์นิส (Alexander Sirnis) ส่วนแม่เป็นคนอังกฤษ ชื่อเกอร์ทรูด (Gertrude Stedman) 

1935 แต่งงานกับฮิลารี นอร์วูด (Hilary Norwood) ที่มีอาชีพเป็นครู และพ่อแม่ของฮิลารีเป็นชาวรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้นิยมคอมมิวนิสต์ทั้งคู่

1999 วาสิลี มิโตรคิน (Vasili Mitrokhin) เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกว่านอร์วูดเป็นสายลับให้กับโซเวียต ซึ่งทางการอังกฤษทราบเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 1992 ซึ่งหลังโซเวียตพังไป มิโตรคิน ได้ทำเอาเอกสารจำนวนหนึ่งที่เกี่ยวกับสายลับที่ทำงานให้กับเคจีบีมาให้กับอังกฤษ เอกสารเหล่านี้จึงถูกเรียกรวมกันว่า Mitrokhin archive เอกสารเหล่านี้มีข้อมูลของชาวอังกฤษกว่า 200 คนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเคจีบี

เมลิต้า นั้นมีชื่อรหัสว่า เฮลโล่ (Hello) 

เธอเลิกทำงานให้กับเคจีบีตั้งแต่ปี 1972 เพราะถึงวัยเกษียณ ทั้งนี้เมื่อความลับว่าเธอเป็นสายลับถูกเปิดเผยในปี 1992 เธอไม่ได้ถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด เธอบอกว่าสิ่งที่เธอทำไปเป็นเรื่องของอุดมการณ์ที่ต้องการเห็นความเสมอภาคระหว่างตะวันตกกับโซเวียต และเธอไม่ได้หวังความร่ำรวย

2005 2 มิถุนายน เสียชีวิต

Richard Walther Darre

ริชาร์ ดารร์ (Richard Walther Darre)

Blood and Soil

ริชาร์ด เกิดวันที่ 14 กรกฏาคม 1895 ในเบลกาโน่, บูโนส ไอเรส, อาร์เจนติน่า (Belgrano, Buenos Aires, Argentina)  พ่อของเขาชื่อริชาร์ แดรร์ (Richard Oscar Darre) และแม่มี ชื่ออีมิเลีย อเลียนอร์ (Emilia Berta Eleonore) พ่อและแม่ของเขาทำงานกับบริษัทการค้า Engelbert Hardt & Co. ซึ่งส่งพวกเขาไปทำงานในอาร์เจนติน่าตั้งแต่ปี 1988  ชีวิตแต่งงานของทั้งคู่ว่ากันว่าไม่มีความสุขเพราะพ่อเป็นคนที่เจ้าชู้และชอบการสังสรรค์ ริชาร์ดมีพี่น้องรวมตัวเขาด้วยสี่คน 

เมื่อริชาร์ดอายุได้ 9 ปี ถูกส่งกลับมายังเยอรมันเพื่อเข้าเรียนที่โรงเรียนในเมืองไอเดลเบิร์ก (Heidelberg)

1911 เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนมาเรียนที่คิงคอลเลจ (King’s College School) ในวิมเบิลดัน อังกฤษ เป็นเวลาหนึ่งปี

1912 ครอบครัวของเขาที่เหลือในอาร์เจนติน่าย้ายกลับมาอยู่ในเยอรมัน

1914 ครอบครัวย้ายมาอยู่ในวิทเซ่นเฮาเซ่น (Witzenhausen) ริชาร์ดเข้าเรียนที่โรงเรียนในเมืองนี้ แต่ไม่นานเมื่อเกิดสงครามโลก ครั้งที่ 1 ริชาร์ดได้อาสาสมัครเข้าเป็นทหาร โดยถูกส่งไปประจำการในแนวรบด้านตะวันตกของประเทศ 

1918 เมื่อสงครามสิ้นสุดเขาอยากจะย้ายไปอยู่อาร์เจนติน่าแต่ว่าครอบครัวประสบปัญหาทางการเงินทำให้เขาไม่ได้ไป และกลับไปเรียนต่อ

1920 สำเร็จการศึกษา โดยได้รับอนุปริญญาด้านการเกษตร

1922 ย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาลล์ (Universtiy of Halle) ทางด้านการเกษตร เขาเชี่ยวชาญด้านการผสมพันธ์สัตว์

แต่งงานกับอัลม่า (Alma Staadt) และมีลูกด้วยกันสองคน

1927 หย่ากับอัลม่า และแต่งงานใหม่กับชาล๊อตต์ (Charlotte Freiin)

ในปีนี้เขายังไม่สำเร็จการศึกษา แต่ว่าได้ทำสัญญาเป็นลูกจ้างให้กับรัฐบาลในการปรับปรุงพันธ์พืช ทำให้เขาต้องเดินทางไปฟินแลนด์เพื่อทำวิจัย

เข้าร่วมกับเป็นสมาชิกของกลุ่มสันนิตบาตอาร์ตามัน ( Artaman League) ซึ่งในสันนิตบาตนี้มีสมาชิกอย่างฮิมเลอร์ (Heinrich Himmler) ด้วย กลุ่มนี้มีความเป็นชาตินิยม (völkisch) และมีอุดมการณ์อกราเรียน (Agrarianism, เชื่อว่าวิถีชีวิตคนชนบทเหนือกว่าคนในสังคมเมือง เกษตรกรมีคุณค่ามากกว่าแรงงานรับจ้าง เชื่อกว่าวิถีชีวิตของเกษตรกรในชนบทเป็นสังคมในอุดมคติ)  ซึ่งกลาหลอมรวมหรือมีอิทธิพลต่ออุดมคติของนาซี คือ Blood and Soil ที่เชื่อเรื่องของชาติพันธ์และการขายดินแดน 

1928 พิมพ์หนังสือ Peasantry as the life-source of the Nordic Race (Das Bauerntum als Lebensquell der nordischen Rasse )

1930 เข้าเป็นสมาชิกพรรคนาซี และได้รับการแนะนำให้รู้จักกับฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) 

ริชาร์ดได้เป็นเจ้าหน้าที่ของ SS ด้วย เขารับผิดชอบการหาสมาชิกที่เป็นเกษตรกรเข้ามาในพรรค เขาวางยุทธศาสตร์โดยการพยายามก่อความไม่สงบ ยุยงให้คนในชนบทก่อความไม่สงบต้านคนในเมือง และเขาวางแผนที่จะส่งประชาชนไปอยู่ทางตะันออกเพื่อที่จะได้ต่อต้านการคนเชื้อสายสลาฟ 

เขียนหนังสือ New Nobility from Blood and Soil (Neuadel aus Blut und Boden)

1932 ฮิมเลอร์ แต่งตั้งให้เขาเป็นหัวหน้าแผนกคัดแยกชาติพันธ์และการตั้งถิ่นฐาน (SS Race and Settlement Main Offce, RuSHA) 

1933 เมื่อนาซีเป็นรัฐบาล ริชาร์ดได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงอาหารและเกษตร 

ริชาร์ดเป็นคนออกแบบแผน Race and Space (Rasse und Raum)  ซึ่งกลายมาเป็นอุดมการ์ที่ทำให้นาซีต้องการขยายดินแดนไปทางตะวันออก  ริชาร์ดและฮิมเลอร์มีความเชื่อที่เหมือนกันในเรื่องการคัดสรรสายพันธ์ การสร้างสายพันธ์ที่บริสุทธิและมีประสิทธิภาพและทำลายสายพันธ์ที่อ่อนแอ ทำให้นาซีต้องการทำลาย

1942 ลาออกจากตำแหน่งด้วยปัญหาสุขภาพ และความขัดแย้งกับฮิมเลอร์ 

1945 หลังสงครามโลก เขาถูกจับดำเนินคดีในการพิจารณาคดีนูเร็มเบิร์ก (Nuremberg Trial) จนในที่สุดเขาถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 7 ปี ริชาร์ดถูกนำตัวไปขังที่เรือนจำแลนด์สเบิรก (Landsberg Prison)

1950 สิงหาคม, ได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด เขาย้ายไปอาศัยอยู่ที่แบด ฮาร์ซบูร์ก (Bad Harzburg)

1953 5 กันยายน เสียชีวิตภายในโรงพยาบาลในเมืองมิวนิค