Store   on Vkontakte  Ads Desk  



HOBOCTN.ru
All Right Reserved.

Dobrynya Nikitich

โดบรึยเนีย นิกิติช (Добрыня Никитич)
แม่ขอนิกิติช สั่งเขาว่าห้ามเดินทางไปที่ผู้เขาซาราเซน (Saracen mountains) ห้ามลงอาบน้ำที่แม่น้ำปุไช (Puchai river) ห้ามจับลูกมังกร และห้ามช่วยชาวรัสเซียที่ถูกจับตัวไป แต่ว่านิกิติชฝืนคำสั่งทุกข้อของมารดา
เขาลงไปในแม่น้ำปุไชเพื่อชำระร่างกาย และระหว่างนั้นก็มีมังกรตัวหนึ่งปรากฏขึ้น ระหว่างที่เขาต่อสู้กับมังกรและคิดว่าตัวเองจะไม่รอดชีวิตแล้ว แต่ก็บังเอิญค้นพบ หมวกวิเศษใบหนึ่ง ซึ่งเขาใช้มันเอาชนะเจ้ามังกรได้   เจ้ามังกรได้ร้องขอชีวิตจากนิกิติช ทั้งสองฝ่ายจึงได้ตกลงทำสัญญาไม่รุกรานซึ่งกันและกัน และแยกจากกันไป 
ต่อมาเจ้ามังกรได้จับตัวเจ้าหญิงซาบาว่า บุตยาติชน่า (Zabava Putyatishna) ซึ่งเป็นญาติของเจ้าชายโวโลดิมีร์ (Prince Volodymir) ไป 
เมื่อนิกิติชเดินทางไปยังเมืองเคียฟ เขาได้พบกับเจ้าชายโวโลดิมีร์ และเจ้าชายได้ขอร้องให้เขาไปช่วยเจ้าหญิงซาบาว่าจากเจ้ามังกร  นิกิติช จึงได้เดินทางไปยังเทือกเขาซาราเซนเพื่อช่วยเจ้าหญิง 
นิกิติชต่อสู้กับเจ้ามังกรกินเวลาถึง 3 วัน  จนนิกิติชเป็นฝ่ายที่หมดแรงและทำท่าจะยอมแพ้ แต่จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงจากสวรรค์บอกให้เขาต่อสุ้อีกอึดใจไม่เกินสามชั่วโมง จนเมื่อถึงเวลา นิกิติชก็สามารถเอาฆ่าเจ้ามังกรได้ แต่ว่าเลือดของเจ้ามังกร กลับไหลออกมาและยึดนิกิติชกับม้าของเขาไว้กับแผ่นดินนานสามวัน จนนิกิติชได้ยินเสียงจากสวรรค์อีกครั้งที่แนะนำให้เขาเอาหอกปักลงบนพื้นดินแล้วอธิษฐาน จากนั้นเลือดของเจ้ามังกรก็จางหายไป และเขาก็ไปช่วยเจ้าหญิงได้  แต่ว่าเขาไม่อาจจะรักกับเจ้าหญิงได้เพราะฐานะที่แตกต่างกัน ภายหลังนิกิติชพบรักและแต่งงานกับนาสตาเซีย (Nastasia)
1 day ago
0 notes

Carl Jung

คาร์ล จุง (Karl Gustav II Jung)

จุง เกิดเมื่อวันที่ 26 กรกฏาคม 1875 ในเมืองเคสส์วิล (Kesswil, Thurgau) เธอร์กัว สวิสเซอร์แลนด์ ในครอบครัวที่สืบเชื้อสายมาจากเยอรมัน  จุงเป็นลูกคนสุดท้องในพี่น้องสี่คนและเป็นคนเดียวที่มีชีวิตรอดพ้นวัยเด็กมาได้ พ่อของเขาชื่อพอล (Paul Achilles Jung) และแม่ชื่ออีมิไล (Emilie Preiswerk)  , พอลนั้นเป็นปาสเตอร์อยู่ในโบสถ์สวิสรีฟอร์ม (Swiss Refromed Church) แต่ว่าอีมิไลมาจากครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย 
ตอนเด้กนั้นจุงสนใจงานเขียนของเกอเธ่ (Goethe) และงานด้านปรัญชาของ von Hartmann, Nietzsche
1895 เข้าเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยเบเซิ้ล (Basel University)
1900 เรียนจบและเริ่มทำงานที่คลีนิคจิตเวช ของโรงพยาบาลในซูริค โดยเป็นผู้ช่วยของยูเจน บลัวเลอร์ (Eugen Bleuler)
1903 แต่งงานกับเอ็มม่า (Emma Rausechnbach)  พวกเขามีลูกด้วยกันห้าคน คือ อกาเธ่ (Agathe), เกรต (Gret), ฟรานซ์ (Franz), มาเรียนนี (Marianne) และเฮเลน (Helene)
1905 ได้รับตำแหน่งศาสตสร์จารย์ด้านจิต (professor of psychatry) ที่มหาวิทยาลัยซูริค (University of Zurich) ช่วงนี้เขาเริ่มเขียน On the Psychology of Dementia Praecox ซึ่งเสร็จและพิมพ์ออกมาราวปี 1909
1906 รู้จักกับซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) และต่อมาจุงกลายเป็นสาวกของฟรอยด์ในการศึกษาวิชาที่ฟรอยด์เรียกว่าการ psychoanalytic (จิตวิเคราะห์)
1907 เข้าร่วมในการประชุมของ psychoanalysis ในซาลซ์เบิร์ก (Salzburg) 
1908 เป็นบรรณาธิการของหนังสือ Psychoanalytical and Psychopathological Research ซึ่งเป็นหนังสือแบบรายปี 
1909 ร่วมเดินทางกับฟรอยด์ไปยังอเมริกา ซึ่งฟรอยด์ไปบรรยายเกี่ยวกับ psychoanalysis ที่มหาวิทยาลัยคลาร์ก (Clark University) ในแมสซานชูเสตต์ ซึ่งความสัมพันธ์ของจุงกับฟรอยด์ในช่วงนี้แนบแน่นมาก และฟรอยด์ยกย่องจุงว่าเป็นทายาทและมงกุฏราชกุมาร (successor and crown prince) เพื่อสืบทอดจากตัวเขาเลยทีเดียว
1910 การประชุมของ psychoanalysis ที่นูเรมเบิร์ก (Nuremberg) จุงได้แต่งตั้งเป็นประธานของสมาคมจิตวิเคราะห์ (International Psychoanalytic Association : IPA) โดยได้รับการสนับสนุนจากฟรอยด์ 
1911 การประชุมของ psychoanalysis ที่ไวมาร์ (Weimar) จุงนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ libido ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นความขัดแย้งทางความแนวคิดของจุงกับฟรอยด์ 
1912 จุงพิมพ์หนังสือ Transformations and Symbols of Libido
1913 กันยายน, เข้าร่วมประชุมของ psychoanalysis  ครั้งที่ 4 ในมิวนิค (Munich)  เยอรมัน  จุงบรรยายในหัวเรื่อง  Symbols of Transformation libido โดยเขาพัฒนาทฤษฏีของตัวเองขึ้นมา ที่เขาเรียกว่า Analytical Psychology  ที่แนะนำคอนเซปต์ของ introvert กับ extravert ,   ซึ่งงานเป็นครั้งสุดท้ายที่จุงได้พบกับฟรอยด์ ซึ่งหลังจากนี้จุงได้ลาออกจาก IPA และการติดตามฟรอยด์ 
จุงรู้จักกับกับแอนโทเนีย (Antonia Wolff, Toni) ซึ่งมาเป็นลูกศิษย์ของจุง โดยที่ทั้งคู่อาจจะมีความสัมพันธ์กัน  แอนโทเนียต่อมาได้ตั้งชมรมจิตเวช (Psychological club) โดยศึกษาตามแนวทางของจุง และเธอเป็นประธานของชมรม  , นอกจากแอนโทเนียแล้วนั้น จุงยังมีความสัมพันธ์กับซาบิน่า (Sabina Spielrein)
1914 ช่วงสงครามโลกจุงมีอาการเครียดจากข่าวจากสงคราม ทำให้มีอาการป่วย แต่ว่าสวิสเซอร์แลนด์ในขณะนั้นวางตัวเป็นกลาง จุงใช้เวลาบางส่วนหนึสงครามในยุโรปไปท่องเที่ยวในอัฟริกาและอเมริกา และเริ่มเขียนเกี่ยวกับ Psychological Types ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับการพัฒนาบุคคลิกของคน 
Red Book, จุงบันทึกประสบการณ์แปลกประหลาดที่เกิดกับตัวเขา ระหว่างที่เขาอยู่ในภวังค์หรือเป็นภาวะที่ไม่มีสติเลย ลงในสมุดโดยเขาใช้ชื่อบันทึกของเขาว่า A New Book (Liber Novus) แต่ภายหลังบันทึกของจุงนี้ถูกพิมพ์ออกมาในชื่อ Red Book  โดยสิ่งที่จุงพบอาจจะเป็นประสบการณ์ทางวิญญาณ
1922 ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งที่ใกล้กับทะเลสาบซูริช เพื่อปลูกบ้าน
1930 เป็นประธานกิตติมาศักดิ์ของสมาคมการบำบัดทางจิตแห่งเยอรมัน (German Association for Psychotherapy)
1934 รับตำแหน่งประธานของ International General Medical Society for Psychotherapy จนกระท้ังลาออกจากตำแหน่งในปี 1939
1935 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่โรงเรียนสวิสโพลีเทคนิค (Swiss Polytechnic School) ในซูริช  และกลายเป็นประธานของสมาคมการประยุกต์ใช้จิตวิทยาแห่งสวิสฯ (Swiss Society of Applied Psychology) 
1937 เดินทางไปอินเดีย 
1942 ทำงานให้กับอเมริกาผ่าน อัลเลน ดูลเลส (Allen Welsh Dulles) เพื่อช่วยวิเคราะห์จิตของเหล่าผู้นำของนาซี และคาดเดาว่าพวกเขาต้องการจะทำอะไร
1955 เอ็มม่า ภรรยาของจุงเสียชีวิต
1959 Flying Saucers : A Modern of Things Seen in the Skies เป็นผลงานสุดท้าย ซึ่งเป็นประสบการณ์ของจุงเกี่ยวกับจานบิน (UFOs)
1961 9 มิถุนายน, เสียชีวิตภายในบ้านริมทะเลสาบซูริค หลังจากมีอาการป่วยเป็นระยะเวลาสั้นๆ  ร และถูกฝังที่สุสานที่เมืองคุสแนชต์ (Küsnacht)
ผลงานบางส่วน
  • On the Psychology of Dementia Praecox 
  • Memories, Dreams, Reflections
  • Man and His Symbols
  • The Undiscovered Self : With Symbols and the
  • Modern Man in Search of a Soul
  • The Earth has a Soul
  • The Archetypes and The Collective Unconscious
  • The Secret of the Golden Flower
  • Seven Sermons to the Dead
5 days ago
0 notes

Sigmund Freud

ซิจิสมันด์ ฟรอยด์ (Sigismund Schlomo Freud
ฟรอยด์ เกิดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 1856 ในเมืองไฟรเบิร์ก , โมราเวีย (Freiberg, Moravia) ในขณะนั้นเป็นดินแดนของออสเตรีย ปัจจุบันอยู่ในสาธาราณรัฐเชค 
 ครอบครัวของฟรอยด์มีเชื้อสายยิว เขาเป็นลูกคนโตในพี่น้องแปดคน  ชื่อกลางของฟรอยด์ ตั้งตามชื่อของปู่ของเขา ที่ชื่อชโลโม่ ฟรอยด์ (Schlomo Freud) ซึ่งปู่เสียชีวิตไม่กี่เดือนก่อนที่ฟรอยด์จะเกิดฟรอยด์
พ่อของเขาชื่อจาคอฟ (Jacob Freud) เป็นพ่อค้าผ้าและหนังสัตว์ จาคอฟแต่งงาน 2 ครั้ง กับภรรยาคนแรกเขามีลูกชายด้วยกันสองคน 
ในปี 1855 จาคอฟแต่งงานกับแม่ของฟรอยด์  เธอชื่อว่าอเมเลีย (Amalia Nathansohn) โดยขณะนั้นจาคอฟมีอายุ 40 ปีแล้ว  ส่วนอเมเลียอายุ 20 ปี ครอบครัวมีฐานะยากจนในตอนที่ฟรอยด์เกิดมา พ่อแม่ของเขายังเช่าห้องเล็กๆ ในร้านของช่างเหล็กเป็นที่อาศัย ฟรอยด์เกิดมาโดยที่มีเนื้อเยื่อ (caul ส่วนหนึ่งของถูกน้ำคล้ำ) ปกคลุมที่ศรีษะ ซึ่งแม่ของเขาเชื่อว่าเป็นลางดีฟรอยด์ฟรอยด์ฟรอยด์
1859 ครอบครัวเขาย้ายไปอยู่ที่ลิปซิก (Leipzig)  หลังจากที่จาคอฟประสบปัญหาทางธุรกิจ แต่ว่าต่อมาก็ย้ายไปยังกรุงเวียนนา
1873 เมื่ออายุ 17 ปี ได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเวียนา (University of Vienna) ในคณะแพทย์ ฟรอยด์ มีความสามารถในการพูดภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน อังกฤษ ฮิบรู ลาติน และกรีก  , เขาชอบอ่านนวนิยาย โดยเฉพาะผลงานของเชคสเปียร์ 
1876 มีโอกาสได้ไปออกค่ายกับอาจารย์ที่สอนหนังสือเขา คือ ศจ.คาร์ล เคลาส์ (Karl Claus) อาจารย์ด้านสัตววิทยา ที่ Trieste ซึ่งภายใต้การดูแลของคาร์ล ฟรอยด์จึงได้มีผลงานเขียนด้านวิทยาศาสตร์ครั้งแรก เกี่ยวกับการศึกษาสัตว์จำพวกปลาไหลทะเล (eel)  โดยพวกเขาศึกษาเกี่ยวกับระบบสืบพันธ์ของพวกมัน
หลังจากกับจากการทำวิจัยที่ Trieste ฟรอยด์ได้ย้ายไปอยู่ที่สถาบันจิตวิทยา ซึ่งขณะนั้นอยู่ในการดูแลของเอิร์น วิลเฮล์ม (Ernest Wilhelm Bridge)
1879 เข้ารับการเกณฑ์ทหาร
1881 สำเร็จการศึกษา โดยเสนอวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการศึกษาประสาทไขสันหลังของปลา 
1882 เริ่มทำงานในโรคพยาบาลเวียนาเจเนรัล (Vienna General Hospital) โดยอยู่ที่แผนกด้านจิตวิทยาของ ดร.ธีโอดอร์ เมย์เนิร์ต (Theodor Meynert) 
1884 ย้ายมาอยู่ที่แผนกด้านโรคเกี่ยวกับระบบประสาท (Nervouse Diseases)  แต่ว่าไม่นานเกิดการระบาดของอหิวาต์ในออสเตรีย รัฐบาลจึงได้ส่งแพทย์เข้าไปในภาคสนามเพื่อควบคุมการระบาด ฟรอยด์เองก็เข้าร่วมกับทีมแพทย์ด้วย 
ช่วงนี้ฟรอยด์ยังสนใจศึกษาโคเคน (Cocaine) ซึ่งขณะนั้นพึ่งมีการค้นพบ เขาทดลองใช้มันด้วยตัวเอง 
1885 ตุลาคม, เดินทางไปปารีส เพื่อศึกษาผลงานของชาร์ค๊อต (Jean-Martin Charcot) ศัลยแพทย์ทางด้านระบบประสาท  และขณะนั้นชาร์ค๊อตยังศึกษาอาการฮิสทีเรีย (hysteria)  และเขาบำบัดคนเหล่านั้นด้วยวิธีการสะกดจิต (hypnosis) ซึ่งชาร์ค๊อตมักจะรักษาผู้ป่วยของเขาต่อหน้าผู้สนใจที่เขาให้อนุญาตเข้ามาชม
ช่วงนี้เองฟรอยด์ได้พบกับ ดร.โจเซฟ (Josef Breuer) กับผู้ป่วยของ ดร.โจเซฟ ที่เรียกกันว่า แอนนา โอ. (Anna O. ชื่อจริง Bertha Pappenheim) ซึ่ง ดร.โจเซฟ ดูแลแอนนา มาหลายปี โดยวิธีการบำบัดที่เรียกว่าทอร์กเธราปี  (talk therapy) ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในระยะเริ่มแรกของจิตเวช
1886 ลาออกจากโรงพยาบาล  และไปทำงานที่แผนกประสาทวิทยา (Dept. of Neurology) ที่สถาบันสุขภาพเด็ก (Children’s First Publice Health Institue) ซึ่งขณะนั้นแม็ก (Max Kassowitz) เป็นผู้อำนวยการ ฟรอยด์ทำงานอยู่ที่นี่จนปี 1896 และระหว่างนี้ฟรอยด์ยังคงเดินทางไปเลกเชอร์ที่มหาวิทยาลัยเวียนนาเป็นประจำ
พ่อของเขาเสียชีวิต 
13 กันยายน, แต่งงานกับมาร์ธ่า (Martha Bernays) พวกเขามีลูกด้วยกันหก มาธิลด์(Mathilde, b.1887) , จีน (Jean-Martin, b.1889), โอลิเวอร์ (Oliver, b.1891), เอิร์นส (Ernst, b.1892), โซเฟีย (Sophie, b.1893) และแอนนา (Anna, b. 1895)
นอกจากนั้น เชื่อกันว่าฟอยด์มีความสัมพันธ์กับมินน่า (Minna Bernays) ซึ่งเป็นน้องของมาร์ธ่า ภรรยาของเขา
1899 4 พฤศจิกายน,  ผลงาน The Interpretation of Dreams 
1902 1 เมษายน, ได้รับตำแหน่งว่าที่ศาสตราจารย์ 
 มีการก่อตั้งกลุ่ม Wednesday Psychological Society ซึ่งเป็นกลุ่มของผู้สนใจแนวความคิดของฟรอยด์ สมาชิกเริ่มต้นมีห้าคน คือ ดร.วิลเฮล์ม สเตเกิล (Wilhelm Stekel), อัลเฟรด แอดเลอร์ (Alfred Adler), แม็ก (Max Kahane), รูดอล์ฟ ไรต์เลอร์ (Rudolf Reitler)  ซึ่งทุกคนต่างเป็นแพทย์และมีเชื้อสายยิว
1908 กลุ่ม Wednesday~ เปลี่ยนชื่อเป็นกลุ่ม Vienna Psychoanalytic Society โดยมีสมาชิกอย่าง คาร์ล จัง (Carl Jung) , ซาบิน่า (Sabina Spielrein) , ทาเทียน่า (Tatiana Rosenthal)  ซาบิน่าและทาเทียน่านั้นเป็นชาวรัสเซีย ซึ่งทั้งสองคนต่อมานำผลงานของฟรอยด์กลับไปเผยแพร่ในรัสเซีย 
1909 ฟรอยด์เดินทางไปสหรัฐอเมริกาเป็นครับแรก  พร้อมกับคาร์ล จัง  ตามคำเชิญของประธานมหาวิทยาลัยคลาร์ก (Clark University) สแตนลีย์ ฮอลล์  (Stanley Hall)
1910 ก่อตั้ง International Psychoanalytical Associations (IPA)  โดยที่คาร์ล จังได้รับการสนับสนุนการฟรอยด์ให้เป็นประธานคนแรก 
1911 คาร์ล จัง, อัลเฟรด แอดเลอร์ ลาออกจาก IPA หลังมีปัญหากับฟรอยด์เรื่องแนวคิด 
พิมพ์หนังสือ The History of the Psychoanalytic Movement 
1917 On difficulty of Psychoanalysis (A Problem of Psychoanalysis)
1923 เร่ิมมีอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งในช่องปาก สาเหตุจากการที่เขาเป็นคนสูบบุหรี่จัด ฟรอยด์นั้นติดซิการ์เขาสูบมันวันละกว่า 20 มวน ฟรอยด์ต้องเข้าฝ่าตัดเพื่อเอามะเร็งออก 
1930 ได้รับรางวัล Goether Prize 
1933  นาซีเข้ามามีอำนาจในเยอรมัน  และพวกเริ่มโครงการเผ่าหนังสือ (Nazi book burnings) สำหรับหนังสือที่เห็นว่าเป็นการต่อต้านจิตวิญญาณความเป็นเยอรมัน อย่างหนังสือของยิว มาร์กซิสต์ และพวกต่อต้านสงคราม แต่ว่าในตอนแรกฟรอยด์เองไม่ได้รู้สึกว่าจะได้รับอันตรายใดๆ เพราะเขาอยู่ในสังคมแคธอริกในออสเตรีย แต่ว่าลูกศิษย์คนหนึ่งของฟรอยด์ ชื่อ วิลเฮล์ม (Wilhelm Reich) ซึ่งสนับสนุนคอมมิวนิสต์ เริ่มเขียนบทความโจมตีนาซี 
1938 มีนาคม,  เยอรมันผนวกเอาออสเตรียเข้าด้วยกัน  และแอนนาลูกสาวของฟรอยด์ถูกเกสตาโปจับตัวไปสอบสวน  ฟรอยด์จึงเริ่มรู้สึกว่าต้องหนีออกจากออสเตรียแล้ว 
เมษายน , เดินทางหนีออกจากเวียนนา ไปยังปารีส  โดยได้รับความช่วยเหลือจากเอิร์น โจนส์ (Ernest Jones) และมาเรีย โปนาปาร์ต (Marie Bonaparte) และราวเดินมิถุนายน ได้เดินทางมาถีงลอนดอน แต่ว่าพี่น้องผู้หญิงของฟรอยด์เองสี่คนจากห้าคนไม่สามารถหนีออกจากออสเตรียได้ พวกเธอนั้นถูกนาซีจับตัวไว้และถูกคงเข้าข่ายกักกัน ก่อนที่จะถูกสังหารในปี 1942
1939 23 กันยายน , ฟรอยด์ฆ่าตัวตาย ด้วยการใช้มอร์ฟีนปริมาณมาก สาเหตุจากความทรมานจากจากโรคมะเร็งในช่องปาก  ร่างของฟรอยด์ถูกฝังที่สุสาน Golders Green Crematorium ในลอนดอน 
 
ผลงานเขียน
  • The interpretation of dreams, 1899
  • The Psychopathology of Everyday Life, 1901
  • Jokes and Their Relation to the Unconscious, 1905
  • The History of the Psychoanalytic Movement , 1911
  • Totem and Taboo, 1913
  • Beyond the Pleasure Principle, 1920 
  • Group Psychology and the Analysis, 1921
  • The Ego and the Id, 1923
  • The Future of and Illusion, ~1927
  • The discomfort in the culture, 1930

 

1 week ago
0 notes

Eduard Shevardnadze

เอ็ดดูอาร์ด เชวาร์ดนัดเซ่ (Эдуарл Амвросиевич Шеварднадзе)

ประธานาธิบดีของจอร์เจีย, รัฐมนตรีต่างประเทศของโซเวียต
เชวาร์ดนัดเซ่ เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม 1928 ในหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อมามาติ เมืองแลนช์คูติ (Mamati, Lanchkhuti) สาธารณรัฐทรานคอเคซัส สหภาพโซเวียต (Transcaucasion SFSR, Soviet)  พ่อของเขาเป็นครู ชื่อแอมโบรส (Ambrose) แอมโบรสเป็นสมาชิกของพรคคอมมิวนิสต์
เชวาร์ดนัดเซ่ สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนแพทย์ในทบิลิซี (Tbisili medical school) ก่อนที่ต่อมาจะเข้าเรียนที่วิทยาลัยครู
1946 เข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์
1950 แต่งงานนานูลิ (Nanuli Tsagareishvili) เธอเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ และทำงานให้กับองค์กรเพื่อสิทธิสตรี พวกเขามีลูกด้วยกันสองคน คือ ปาต้า (Paata) เป้นนักกฏหมายทำงานอยู่ที่องค์การยูเนสโก้ และ มานาน่า (Manana) ทำงานสถานีโทรทัศน์
1956 เป็นเลขาธิการของยุวคอมมิวนิสต์จอร์เจีย  ซึ่งช่วดำรงตำแหน่งนี้ได้มีโอกาสพบกับกอร์บาเชฟ (Mikhail Gorbachev) 
1959 เรีนจบจากวิทยาลัยครูคุไตซิ (Kutaisi Teaching Institute)
1968 เป็นรัฐมนตรีมหาดไทยของจอร์เจีย
1972 29 กันยายน, ได้รับตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำจอร์เจีย ซึ่งเขามีนโยบายปราบปรามตลาดมืดและการคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเด็ดขาด ซึ่งเพียงปีแรกมีผู้ที่ถูกจับกุมตัวกว่าสามหมื่นคน  ทว่านโยบายของเขาไม่สามารถขจัดการคอร์รัปชั่นในจอร์เจียได้
1976 ได้รับตำแหน่งสมาชิกของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ (Central Committee) 
1978 ได้เป็นสมาชิกแบบไม่เต็มตัว (ไม่มีสิทธิออกเสียงโหวต) ของโพลิตบุโร (Politbura)
1981 ได้รับรางวัล Hero of Socialist Labor
1985 เป้นรัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพโซเวียต  ระหว่างเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศมีฉายาว่าจิ้งจอกขาว (White Fox, Gray Fox) เขามีบทบาทสำคัญในการยุติสงครามเย็น การถอนทหารโซเวียตจากอัฟกานิสถาน การรวมเยอรมัน
1989 9 เมษายน (Tbilisi Tradgedy ), กองทัพของจอร์เจียและโซเวียตใช้กำลังเข้าปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านโซเวียตที่ทำการรัฐบาลของจอร์เจีย ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 20 คน  ซึ่งเชวาร์ดนัดเซ่ ประณามเหตุรุนแรงของกองทัพครั้งนี้
1990 1 มิถุนายน , เป็นตัวแทนของโซเวียตเดินทางไปลงนามในสนธิสัญญา Shevardnadza-Baker ในการแบ่งน่านน้ำในทะเลเบอริ่ง 
1990 20 ธันวาคม, ประกาศลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ โดยให้เหตุผลว่าต่อต้านรัฐบาลที่เป็นเผด็จการ และต่อมาลาออกจากการเป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์ 
1991 กันยายน, เขียนหนังสือชื่อ The Future Belongs to Freedom 
19 พฤศจิกายน, ได้กลับเข้ามาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศโซเวียตอีกครั้งตามคำเชิญของกอร์บาเชฟ 
21 ธันวาคม , แถลงการณ์เบลาเวซซ่า (Belavezha Accords) สิ้นสุดสหภาพโซเวียตอย่างเป็นทางการ
ธันวาคม-มกราคม 1992, เกิดการรํฐประหารในจอร์เจีย ประธานาธิบดีซาเวีต ( Zviad Gamsakhurdia) ประธานาธิบดีคนแรกของจอร์เจียต้องหนีออกจากประเทศ ซึ่งเชวาร์ดนัดเซ่อาจจะอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติครั้งนี้ ซึ่งเขาได้รับเชิญจากฝ่ายปฏิวัติให้เดินทางกลับจอร์เจีย
1992 มีนาคม, เซวาร์ดนัดเซ่ ได้รับเชิญให้รับตำแหน่งประธานสภาแห่งชาติ (Georgian State Council) ซึ่งทำหน้าที่บริหารประเทศแทนสภาทหารที่ทำการปฏิวัติ    แต่ก็เริ่มมีปัญหาเรื่องการแบ่งแยกดินแดนของอับคาเซีย (Abkhazia) และออสเซเทียใต้ (South Ossetia) 
1995 5 พฤศจิกายน, ได้รับการเลือกตั้งในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ด้วยคะแนนเสียงสนับสนุน 70% ระหว่างอยู่ในตำแหน่งเขาเผชิญกับการลอบสังหารหลายครั้ง เช่น เฮลิคอปเตอร์ และขบวนรถที่เขานั่งอยู่ถูกยิงด้วยจรวด แต่ว่าเขารอดมาได้
2000 ได้รับการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้งด้วยคะแนนสนับสนุน 82% แต่ว่าคะแนนเสียงของเขาก็ลดลงอย่างรวดเร็วจากปัญหาหนี้สินของประเทศที่สูง จนไม่สามารถชำระหนี้ได้ มีการว่างงานจำนวนมาก และการเก็บภาษีที่ไร้ประสิทธิภาพ
2003 20 พฤศจิกายน, ปฏิวัติดอกกุหลาบ (Rose Revolution) , หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนฯ ฝ่ายเซวาร์ดนัดเซ่ถูกกล่าวหาว่ามีการโกงผลการเลือกตั้ง  ฝ่ายปฏิวัตินำโดยมิคาอิล ซาคัสวิลี (Mikhail Saakashvili) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ จึงเรียกร้องให้เขาออกจากตำหน่ง
23 พฤศจิการยน เชวาร์ดนัดเซ่ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่ง
2004 20 ตุลาคม, ภรรยาของเชวาร์ดนัดเซ่เสียชีวิต 
2 weeks ago
0 notes

Ilya Muromets

อิลย่า มูโรเมช (Илья Муромец)

ตำนานเล่าว่าอิลย่า เกิดในหมู่บ้านโมริฟส์ (Morivsk) ในเขตเชอร์นิฮีฟ (Chernihiv, Ukriane) ยูเครน พ่อกับแม่ของเขาเป็นชาวนา มูโรเมช นั้นมีสุขภาพไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เล็ก เขาไม่สามารถเดินได้ และต้องอาศัยนอนอยู่ในห้องครัว เพื่อได้รับความอบอุ่นจากเตาทำกับข้าว จนกระทั้งถึงอายุ 33 ปี 
อยู่มาวันหนึ่งในปลายเดือนมิถุนายน พ่อแม่ของมูโรเมชออกไปทำงานในนา ส่วนเขาก็นอนอยู่ข้างเตาเช่นเคย  แต่อยู่ๆ ก็มีเสียงคนมาเคาะที่ประตู  โดยผู้ที่มาเคาะประตูนั้นเป็นนักแสวงบุญสามคนซึ่งแวะมาขอน้ำดื่ม มูโรเมชก็อนุญาตให้นักแสวงบุญเหล่านั้นเข้ามาได้ แต่เขาก็อธิบายว่าตัวเขาเองนั้นไม่สามารถลุกขึ้นไปตักน้ำมาให้ได้ เพราะเขาพิการ 
นักแสวงบุญคนหนึ่งจึงเดินมาที่มูโรเมช แล้วกล่าวกับเขาว่า “จงลุกขึ้นมาเสียเถอะ แล้วท่านจะหายเป็นปกติ” และเมื่อมูโรเมช ทำตามก็ปรากฏว่าเขาสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างอัศจรรย์ โดยที่ตัวเขาเองรู้สึกว่าตัวเองมีกำลังวังชามากกว่ามนุษย์ทั่วไปเสียอีก  หลังจากนั้นเขาจึงเดินไปหาอาหารและเครื่องดื่มอย่างดีมาให้กับผู้แสวงบุญเหล่านั้น  และระหว่างทีรับประทานอาหารผู้แสวงบุญได้บอกกับเขาให้ทำภาระกิจในการปกป้องมาตุภูมิ ซึ่งมูโรเมชก็ตั้งใจจะทำตาม
มูโรเมช เข้าเป็นทหารในกองทัพของเจ้าชายวลาดิมีร์ (Prince Vladimir ,the Fair Sun)  มูโรเมชมีม้าคู่ใจได้ตัวหนึ่ง มีชื่อมาการ์คูช่า (Karkusha)  
  ตำนานเล่าว่า มูโรเมช สามารถรบเอาชนะพวกตาตาร์ (Tatars) ในการปกป้องเมือ่งเชอร์นิกอฟ (Chernigov) เพียงลำพัง  หลังปราบตาตาร์ได้เจ้าชายวลาดิมีร์ตั้งใจจะมอบเมืองเชอร์นิกอฟให้เขาดูแล แต่เขาปฏิเสธ และได้เดินทางมาจนถึงป่าเบอร์ยานส์ก (Bryansk forest) ซึ่งมีสัตว์ประหลายชื่อโซโลเวย์-ราซโบนิก (Nightingale the Robber, Соловей-разбойник) ที่คอยทำร้ายนักเดินทางที่ผ่านป่าดังกล่าว  มูโรเมชสามารถปราบสัตว์ประหลาดดังกล่าวได้ และต่อมาเขาก็เจอกับมังกรสามหัวที่บินได้ (Змей Горыныч) และฆ่ามันลงได้เช่นกัน 
………………………………………………………………..
นักบุญอิลย่า มูโรเมช (St. Ilya Muromets) เป็นนักบุญในศาสนาคริสต์นิกายรัสเซียออโธดอกซ์  แม้ว่าจะมีชื่อเหมือนอิลย่า มูโรเมช ตัวละครในตำนาน แต่ว่าความจริงแล้ว นักบุญอิลย่า มีชื่อจริงว่าโชบิตโก้ (Chobitko) เกิดในเมืองมูรอม  (Murom) ประมาณปี 1100s ประวัติของโชบิตโก้ไม่ละเอียดมากนัก แต่เขาเคยเป็นทหารก่อนจะบวชเป็นพระ และน่าจะเสียชีวิตระหว่างที่พวกตาตาร์บุกเคียฟในปี 1204 
ในปี 1594 ศพของโชบิตโก้ นั้นถูกค้นพบใกล้กับเคียฟ โดยทูตของออสเตรียประจำรัสเซียชื่อ อิริช ลาสโซต้า (Erich Lassota) 
ในปี 1643 โชบิตโก้ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนักบุญ โดยใช้ชื่อว่านักบุญอิลย่า มูโรเมช 
ปัจจุบันร่างของนักบุญอิลย่า ถูกเก็บรักษาไว้ที่วิหารเคียฟเพเชอร์สก (Kiev Perchersk Lavra) ในกรุงเคียฟ
3 days ago
0 notes

Frank Knight

แฟรงก์  ไนท์ (Frank Hyneman Knight)

ผู้บุกเบิกเศรษฐศาสตร์สายชิคาโก้ (Chicago school economics)
ไนท์ เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 1885 ในแม็คลีน อิลลินอยส์ (White Oak Township, McLean Country, Illinois) เริ่มเรียนประถมที่โรงเรียนบัคกีย์ (Buckeye School) จนถึงเกรด 8
1903 เข้าเรียนมัธยมปลายที่เลซิงตัน (Lexington High School)
1905 เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยอเมริกา (American Universtiy) ในเทนเนซซี (Tennessee) 
1908 เข้าเรียนที่วิทยาลัยมิลลิแกน (Milliggan College)
1911 จบปริญญาตรีบริหารธุรกิจ จากวิทยาลัยมิลลิแกน และเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเทนเนซซี (University of Tennessee)
23 พฤษภาคม , แต่งงานกันกับมิเนอร์ว่า (Minerva O. Shelburne) ทั้งคู่มีลูกด้วยกันสามคน
1913 จบโทจากมหาวิทยาลัยเทนเนซซี  และเข้าเรียนต่อที่คอร์แนลล์  (Cornell University) โดยเริ่มเรียนในสาขาปรัชญาก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นเศรษฐศาสตร์ 
1916 จบปริญญาเอกจากคอร์แนลล์โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง A Theory of Business Profit
1917 เริ่มทำงานสอนหนังสือในคณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ และที่มหาวิทยาลัยชิคาโก้ (University of Chicago) 
1919 ได้รับตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยไอโอว่า (Universtiy of Chicago)
1921 Risk, Uncertainly , and Profit ผลงานชิ้นสำคัญอันหนึ่งของไนท์ ซึ่งต่อยอดมาจากวิทยานิพนธ์ของเขาพิมพ์ออกมา
1922 ได้รับตำแหน่งศาสตร์จารย์ที่มหาวิทยาลัยไอโอว่า ((Professor:1922-1928) ) และที่มหาวิทยาลัยชิคาโก้ (Professor:1922-1952)
1928 ร่วมเป็นบรรณาธิการของวารสาร Journal of Political Economy 
1929 3 กันยายน ,แต่งงานกับอีเธล (Ethel Verry) หลังจากหย่ากับภรรยาคนแรก 
1952 ได้รับตำแหน่งศาสตร์จารย์เกียรติคุณ (Professor Emeritus:1952-1972) จากมหาวิทยาลัยชิคาโก้
1950 ได้รับตำแหน่งประธานของสมาคมเศรษฐศาสตร์อเมริกัน (American Economic Association)
1972 15 เมษายน , เสียชีวิตในชิคาโก้ อิลลินอยส์ 
ผลงานบางส่วน
  • 1921, Cost of Production and Price over Long and Short Periods
  • 1921, Risk, Uncertainty , and Profit 
  • 1924, Some Fallacies in the Interpretation of Social cost
  • 1935, The Ethics of Competition
  • 1947, Freedom and Reform 
  • 1951, The Economic Organization
  • 1956, On the History and Method of Economics
1 week ago
0 notes

Nikolay Miklukho-Maklay

นิโคไล มิคลูโค่-แม็คเลย์ (Николай Николаевич Миклухо-Маклай)

แม็คเลย์ เกิดวันที่ 17 กรกฏาคม 1846 ในหมู่บ้านโรซเดชเวนสโกเย่ ในนอฟโกรอด (Rozhdestvenskoye, Novgorod region) หมู่บ้านแห่งนี้เป็นแค่หมู่บ้านชั่วคราวที่สร้างขึ้นสำหรับแรงงานที่ก่อสร้างทางรถไฟสายมอสโคว์-เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พ่อของแม็คเลย์นั้นเป็นวิศวกรซึ่งทำงานในโครงการนี้ ชื่อนิโคไล (Nikolay Miklukho)  และแม่ชื่อเยแคทเธอริน่า (Ekaterina Semenovna) 
นิโคไลนั้นสืบเชื้อสายมาจากสเตปาน มิคลูค่า (Stepan Myklukha) ชาวคอสแซค ซึ่งร่วมรบในสงครามระหว่างรัสเซียกับตุรกี ในสมัยของแคทเธอรีน ที่ 2 (Catherine II)  จนได้รับเหรียญตรา 
นิโคไลนั้นเสียชีวิตตอนที่แม็คเลย์มีอายุ 11 ปี 
1858 ครอบครัวที่เหลือย้ายมาอยู่ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเขาเข้าเรียนที่จิมเนเซียมหมายเลขสอง 
1863 เข้าเรียนที่คณะฟิสิกและคณิตศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก แต่ว่าเมื่อเรียนไปได้แค่สองเดือน เขาทำกิจกรรมทางการเมืองกับพวกนักศึกษาซึ่งกิจกรรมบางอย่างไม่ได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยเป็นเหตุให้เขาถูกไล่ออก
แม็คเลย์จึงเดินทางมาเรียนที่มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg University) ในเยอรมัน โดยเลือกเรียนทางด้านปรัญชา และเรียนทางด้านการแพทย์ที่ลิปซิก(Leipzig) และเรียนด้านสัตวศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเจน่า (University of Jena) ซึ่งทำให้ได้เรียนหนังสือกับ ศจ. เอิร์น แฮคเกิ้ล  (Ernst Haeckel) ซึ่งขณะนั้นแฮคเกิ้ลสนับสนุนแนวคิดของดาวิน (Charles Dawin) จากหนังสือ Origin of the Species  ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมากในเวลานั้น เกี่ยวกับการคัดสรรโดยธรรมชาติ และมนุษย์อาจจะพัฒนามาจากเผ่าพันธ์ร่วมกับลิง ไม่ได้ถูกสร้างโดยพระเจ้า
1868  เขาร่วมทีมสำรวจของ แฮคเกิ้ล ไปยังหมู่เกาะคานารี (Canary Islands) เพื่อเก็บตัวอย่างสิ่งมีชีวิต ซึ่งแม็คเลย์ได้ค้นพบฟองน้ำสายพันธ์ใหม่ ที่เขาตั้งชื่อว่า Guancha blanca (sponges)  ตามชื่อคนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บนเกาะ 
แม็คเลย์นั้นได้เงินทุนสนับสนุนมาจากแกรนดุ๊ก คอนสแตนติน (Grand Duke Konstantin Nilolayevich) ซึ่งเป็นประธานของสมาคมภูมิศาสตร์แห่งรัสเซีย (Russian geographic Society) 
1870 ตุลาคม, เดินทางไปกับเรือไอน้ำชื่อ วิตแยซ (Vityaz) เพื่อมุ่งหน้าสู่แปซิฟิก ซึ่งเป็นดินแดนที่ยังถูกสำรวจน้อยจากชาวยุโรป 
1871 กันยายน, เรือของแม็คเลย์ มาจอดที่ตอนเหนือของนิวกีนี และต้องพบกับคนท้องถิ่นที่ไม่เป็นมิตรกับคนแปลกถิ่น แต่แม็คเลย์นั้นทำให้คนเหล่านั้นรู้ว่าเขาไม่ได้เป็นอันตรายโดยเอารองเท้าของตัวเองวางไว้บนศรีษะและทำท่านอนหลับ คนพื้นเมืองปาปัวจึงรับรู้ได้ว่าเขาไม่เป็นอันตราย
เมื่อแม็คเลย์เข้ากับคนพื้นเมืองได้แล้ว เขาได้ช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยของคนเหล่า สอนการจุดไฟโดยใช้ไม้ขึด 
1872 เดินทางกลับรัสเซียเมื่อเรืออิซัมรุด (Izumrud) มารับในช่วงปลายปี  บริเวณที่แม็คเลย์อาศัยอยู่กับชาวปาปัวยังคงถูกเรียก The Maklay Coast มาจนทุกวันนี้
ระหว่างเดินทางกลับ เรือไว้แวะจอดที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งเขาพบกับคนพื้นเมืองที่คล้ายกับชาวปาปัวที่นี่ด้วย
1873 กลับมาถึงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก  และพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการสำรวจของเขา 
1876 เดินทางไปไมโครนีเซีย (Micronesia) และ เมลานีเซีย (Melanesia) ทางตะวันออกของออสเตรเลีย และเดินทางมานิวกีนีอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่ามาอยู่ทางตะวันตกของนิวกีนี ซึ่งเจอกับคนท้องถิ่นที่ไม่เป็นมิตรมากกว่า และลูกเรือของเขาก็ถูกฆ่าตายหลายคน แต่ครั้งนี้เขาได้พบสุสานของกัปตันเรืออังกฤษชื่อ จอห์น มอร์สบี้ (John Moresby) ด้วย
แวะที่มาเลเซียและสิงคโปว์
1878 เดินทางมายังออสเตรเลีย และเขาได้รับการสนับสนุนจากสมาคมลินเนียน (Linnean Society) ในการสร้างสถานีเพื่อศึกษาชีวทางทะเล โดยสถานีของเขาชื่อ  Marine Biological Station
1882 เดินทางกลับรัสเซีย
1883 เดินทางไปซิดนีย์ ออสเตรเลีย  แต่ว่าห้องทดลองที่เข้าใช้เก็บตัวอย่างนั้นถูกไฟไหม้จนเสียหาย
1884 27 กุมภาพันธ์  แต่งงานกับมาการเร็ต (Margaret Emma Clark) พวกเขามีลูกชายด้วยกันสองคน 
1886 เดินทางมารัสเซีย พร้อมกับตัวอย่างสิ่งมีชีวิตจำนวน 22 ลัง
1888 2 เมษายน, เสียชีวิตในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก  , ร่างของเขาถูกฝังที่สุสานโวลกอย (Volkoy cemetery)
2 weeks ago
0 notes
Yandex.Metrica