Yandex.Metrica

Menachem Begin

เมนาเฮม บีกิน (מְנַחֵם בֵּגִין)

นายกรัฐมนตรีคนที่ 6 ของอิสราเอล

บีกิน เกิดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม  1913 ในเมืองเบรสต์ (Brest, Russia Empire) เบลารุส, จักรวรรดิรัสเซีย พ่อของเขาชื่อซีฟ-ดอฟ (Zeev-Dov) และแม่ชื่อฮัสเซีย (Hassia Begin)  ซีฟนั้นมีอาชีพเป็นพ่อค้าไม้ เขาสนับสนุนการเคลื่อนไหวของขบวนการไซออนนิสต์ และชอบในตัวของธีโอดอร์ เฮิร์ซ (Theodor Herzl)  

บีกินเป็นลูกคนเล็กในพี่น้องสามคน  ตอนเด็กบีกินเริ่มเรียนภาษาฮิบรูตามวัฒนธรรมของชาวยิวมาตั้งแต่เล็กที่โรงเรียนมิซราชิ (Mizrachin Hebrew School)

เมื่ออายุ 12 ปี ได้เข้าเป็นสมาชิกของกลุ่ม Hashomer Hatzair ที่เป็นไซออนนิสต์สังคมนิยม แต่ต่อมาได้ย้ายมาอยู่ในกลุ่ม Betar 

เมื่ออายุได้ 14 ปี ย้ายมาเรียนในโรงเรียนโปลิสจิมเนเซียม (Polish Gymnasium) ซึ่งเขาหลงไหลเกี่ยวกับการอ่านวรรณกรรมคลาสสิค 

พออายุได้ 16  ปี ได้เคลื่อนไหวกับกลุ่ม Betar (Brit Trumpeldor) ซึ่งเป็นกลุ่มยุวชน ส่วนหนึ่งของกลุ่ม Revisionist Zionism ที่ก่อตั้งโดย วลาดิมีร์ จาโบตินสกี (Vladimir Jabotinsky)

1931 เข้าเรียนด้านกฏหมายที่มหาวิทยาลัยวอร์ซอร์ (University of Warsaw) ทำให้ได้เรียนด้านศิลปะการพูดและการโต้วาที 

1932 เขากลายเป็นหัวหน้าของกลุ่ม Betar เขาต้องเดินทางไปทั่วโปแลนด์ และไปยังเชคโกสโลวาเกีย เพื่อหาการสนับสนุน

1935 จบการศึกษา แต่ว่าเขาไม่ได้มีโอกาสในการฝึกงานด้านกฏหมาย

1937 ถูกจับในข้อหาเป็นผู้นำการประท้วงหน้าสถานทูตอังกฤษในกรุงวอร์ซอว์ 

1939 29 พฤษภาคม, แต่งงานกับ อลิซ่า อาร์โนล์ด (Aliza Arnold) และมีลูกด้วยกันสามคน คือ Binyamin, Leah, Hassia

กันยายน, เยอรมันบุกโปแลนด์ 

บีกินพยายามพาชาวยิวจำนวนหนึ่งหนีลงไปทางใต้ไปยังเมืองวิลโน่ (Wilno)  และจากวิลโน่ได้หนีไปยังเมืองทางตะวันออกของโปแลนด์แต่ว่าไม่นานบริเวณตะวันออกของโปแลนด์ตกอยู่ใต้อำนาจของโซเวียต เขาจึงหนีไปยังลิธัวเนีย 

1940 กันยายน, บีกินถูกเจ้าหน้าที่รัสเซียจับตัวโดยถูกสงสัยว่าเป็นสายลับให้กับอังกฤษ เขาถูกส่งตัวไปขังในค่ายใช้แรงงานเปโชร่า (Pechora labor camps) ทางตอนเหนือของรัสเซีย

1941 ได้รับการปล่อยตัวหลังจากมีการทำข้อตกลงสตาลิน-ซิกอร์สกี (Sikorsky-Mayski agreement)

จากนั้นบีกินได้เข้าเป็นทหารในกองทัพโปแลนด์ที่ถูกส่งไปยังดินแดนปาเลสไตน์ เพื่อเตรียมรบกับนาซี ดินแดนปาเลสไตน์ขณะเป็นดินแดนในครอบครองของอังกฤษ

1943 เขาเป็นผู้บัญชาการของ Etzel (National Military Organization,Irgun Zvati Leumi) เป็นกองกำลังติดอาวุธกลุ่มย่อยของชาวยิว ที่แยกออกมาจากกลุ่ม Haganah ซึ่งเป็นกองกำลังหลัก ที่ปฏิบัติการต่อต้านอังกฤษในปาเลสไตน์ มีการลักพาตัวและสังหารเจ้าหน้าที่อังกฤษหลายราย จนทางการอังกฤษได้ตั้งรางวัลนำจับบีกินเป็นเงิน 10,000 ปอนด์ แต่บีกินรอดมาได้ด้วยการหลบซ่อนอยู่ในเทล อาวีฟ

ขณะนั้นแม้แต่เบนกูเรียน (David Ben-Gurion) ก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่ม Etzel เพราะหวั่นว่าจะเป็นการทำลายการเจรจาเพื่อสร้างรัฐอิสราเอล 

1948 9 เมษายน, (Deir Yassin massacre) กลุ่มก่อการร้าย Etzel ของบีกิน บุกหมู่บ้านเดียร์ ยัสซิน ใกล้กับเยรูซาเร็มและทำการสังหารชาวปาเลสไตน์จนเสียชีวิตไป 107 คน

14 พฤษภาคม , อิสราเอลประกาศก่อตั้งรัฐอิสราเอล 

15 พฤษภาคม, เกิดสงครามระหว่างอิสราเอลกับอาหรับ (Arab-Israeli war)  กินเวลากว่า 9 เดือน 

ช่วงเวลาเดียวกันนี้ บีกินและกลุ่ม Etzel ได้ก่อตั้งพรรค Herut (Freedom Party) ซึ่งจัดเป็นพรรคที่มีแนวคิดขวาจัดและเน้นการใช้กำลังทหาร โดยที่บีกินเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง และเขากลายเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภา

2 ธันวาคม , หนังสือพิมพ์ นิวยอร์ค ไทม์ ได้ตีพิมพ์จดหมาย ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Albert Einstein’s Letter to The New York Times เป็นจดหมายที่ลงนามโดยผู้ที่มีชื่อเสียงหลายคนในสหรัฐฯ ผู้มีลงนาม เช่น ไอสไตน์, ซิดนีย์ ฮุก (Sidney Hook) จดหมายนี้พิมพ์ในช่วงเวลาที่บีกินเดินทางเยือนสหรัฐฯ เนื้อหาของจดหมายเปรียบ บีกิน และพรรคของเขาว่ามีพฤติกรรมหลายอย่างเหมือนนาซีเยอรมัน

1949 พรรค Herut ได้รับการเลือกตั้งมา 14 ที่นั่งในรัฐสภา

1952 มกราคม, บีกินเป็นแกนนำประท้วงในกรุงเยรูซาเล็ม โดยมีผุ้ชุมนุมกว่า 15,000 คน ที่ออกมาต่อต้านการทำข้อตกลงชดเชยให้กับชาวยิวที่เป็นเหยื่อของนาซี (Reparations Agreement Israel-West Germent) บีกินเห็นว่าข้อตกลงนี้จะเป็นการให้อภัยต่อความผิดและการทารุณกรรมของนาซีต่อชาวยิว  การประท้วงครั้งนี้กลายเป็นความรุนแรงและมีผู้ชุมนุมหลายร้อยคนถูกจับหลังตำรวจเข้าปราบปราม

1965 พรรค Herut ร่วมเข้ากับพรรค Liberal Party กลายเป็นพรรค Gahal Party โดยที่บีกนิยังเป็นหัวหน้าพรรค แต่ว่ายังไม่สามารถได้รับเสียงส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งได้ 

1957 บีกิ้นเขียนหนังสือชีวประวัติของเขาออกมาในชื่อ White Nights เป็นภาษาฮิบรู ซึ่งส่วนใหญ่บรรยายช่วงเวลาที่เขาเป็นนักโทษอยู่ในรัสเซีย

1967 มิถุนายน, เมื่อเกิดสงครามหกวัน (Six Days War) พรรคของบีกินได้เข้าร่วมกับรัฐบาลแห่งชาติ (Government of National Unity) ภายใต้นายกรัฐมนตรี ลีไว เอชโคล (Levi Eshkol)โดยบีกินได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีที่ไม่มีอำนาจคุมกระทรวงใดๆ (Minister without portfolio)

1970 4 สิงหาคม, บีกินและพรรคออกจากการร่วมรัฐบาล 

1973 บีกิน ร่วมกับเอเรียล ชารอน (Ariel Sharon) ก่อตั้งพรรคลิคุด (Likud Party~Unity) โดยรวมพรรค Gahal กับพรรค Free Centre เข้าด้วยกัน  ซึ่งในการเลือกตั้งช่วงปลายปีพรรคลิคุด ได้มา 39 ที่นั่งและยังคงเป็นฝ่ายค้าน

1977 20 มิถุนายน, พรรคลิคุดซึ่งได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งตอนเดือนพฤษภาคม โดยได้มา 43 ที่นั่งจาก 120  ,  ทำให้บีกินกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 6 ของอิสราเอล

ในสมัยของบีกินมีการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของอิสราเอลจากกึ่งสังคมนิยมไปเป็นเสรีมากขึ้น เมื่อบีกินแต่งต้งชิมฮา เออร์ลิช (Simha Erlich) เป็นรัฐมนตรีครั้ง  เขาปล่อยให้ค่าเงินลอยตัว ยกเลิกการอุดหนุนราคาสินค้า ลดภาษีนำเข้า และเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยหวังว่าประชาชนจะได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพที่นำเข้ามาแล้วจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ปรากฏว่ามันส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อสูงในอิสราเอล

1978 มีการเจรจาสันติภาพในสหรัฐฯ (Camp David Accords) ที่แคมป์เดวิด ระหว่างอิสราเอลและอียิปต์ ริเริ่มโดย ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ของสหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสองประเทศในปีถัดมา 

ได้รับรางวัลโนเบลร่วมกับนายกรัฐมนตรีอัลวาร์ ซาดัต (Anwar el-Sadat) ของอียิปต์ จากการสงนามสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับอียิปต์

1981 7 มิถุนายน, อิสราเอลส่งเครื่องบินโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของอิรัก (Operation Opera) 

1982 มิถุนายน, บีกินส่งทหารอิสราเอลบุกเลบานอน เพื่อหวังจากขับไล่กลุ่มพีแอลโอ (PLO , Palestine Liberation Organisation)

พฤศจิกายน, ภรรยาของเขาเสียชีวิต

1983 เกิดวิฤกตการเงินในอิสราเอล (Bank Stock crisis) ซึ่งทำให้ธนาคารขนาดใหญ่สี่แห่งของประเทศล้มละลาย จนรัฐต้องเข้าไปยึดกิจการ

ตุลาคม, บีกินลาออกจากตำแหน่ง

1992 3 มีนาคม, เกิดอาการหัวใจวายจนต้องเข้าโรงพยาบาอิชิลอฟ (Ichilov Hospital) ในเทล อาวีฟ

9 มีนาคม​, เสียชีวิตภายในโรงพยาบาล บ่ายวันนั้นร่างของเขาถูกนำไปประกอบพิธีในเยรูซาเล็มและฝังที่สุสานบนเขามะกอก (Mount of Olives) ข้างกับภรรยา

Vladimir Myasishchev

วลาดิมีร์ มึยสิเชฟ (Владимир Михайлович Мясищев)

ผู้สร้างเครื่องบิน M50,  Atlant

มึยสิเชฟ เกิดเมื่อวันที่ 28  กันยายน 1902 ในเมืองเยเฟรมอฟ (Yefremov, Tula Oblast) ในตูล่ารัสเซีย

1920 เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเทคนิคมอสโคว์ (Moscow State Techinical University, www.bmstu.ru

1926 หลังสำเร็จการศึกษาได้เข้าทำงานกับตูโปเลฟ (Tupolev Design Bureau) โดยมีส่วนร่วมในโครงการสร้างเครื่อง TB-1, TB-3, ANT-20 โดยเป็นผู้ช่วยของบอริส ลิซูนอฟ (Boris Lisunov)

1927 แต่งงานกับเยลิน่า สเปเดียโรว่า (Elena Spendiarova) ลูกสาวขออเล็กซานเดอร์ สเปนเดียรอฟ (Alexander Spendiarov) นักประพันธ์อาร์เมเนีย , ทั้งคู่มีลูกด้วยกันหนึ่งคนชื่อมาเรีย (Maria

1937 เดินทางมาสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาการออกแบบเครื่องบิน Douglas DC-3

1938 4 มกราคม, เขาถูกจับซึ่งในเวลานั้นมีนักวิทยาศาสตร์หลายคนถูกจับโดยข้อหาเป็นสายลับ หรือติดต่อกับฝ่ายตรงข้าม  แต่ระหว่างการถูกควบคุมตัวในฐานะนักโทษก็ทำงานในเรือนจำให้กับหน่วย NKVD  ในแผนกออกแบบที่ 29 (No.29 Central Design Bureau) โดยเป็นผู้ช่วยของเปตล์ยากอฟ (Vladimir Petlyakov) ซึ่งก็ถูกจับเช่นเดียวกัน  ซึ่งระหว่างนั้นมีเปตล์ยากอฟทำการพัฒนาเครื่องบินทิ้งระเบิด Pe-2 อยู่

1940 ความผิดของเขาได้รับการยกเลิก มีย์สิเชฟกลายเป็นหัวหน้าฝ่ายออกแบบของหน่วย 29 เดิม และเริ่มออกแบบเครื่อง DVB-102 เครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกลที่มีเพดานบินสูง เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดลำแรกที่ห้องของนักบินเป็นห้องควบคุมแรงดันอากาศ

1942 เปตล์ยากอฟเสียชีวิตอย่างกระทันหัน มึย์สิเชฟ ได้กลายเป็นหัวหน้าโรงงานหมายเลข 22 ในคาซาน ช่วงระหว่างสงครามโลก ซึ่งมีการผลิตเครื่องบิน Pe-2 และเขาได้พัฒนาเป็นเครื่องรุน Pe-2i ซึ่งสามารถบินได้เร็วกว่าเครื่องบินของเยอรมัน

1947 เป็นอธิการบดีของสถาบันการบินมอสโคว์ (Moscow Aviation Institute)

1951 24 มีนาคม, OKB-23 Myasishchev ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลให้ตั้งขึ้น ตามที่มีย์สิเชฟ เสนอแผนการสร้างเครื่องบินรบที่สามารถบินได้ไกลเกิน 10,000 กิโลเมตร หลังก่อตั้งเพียง 10 เดือน เครืองบิน M-4 เครื่องบินทิ้งระเบิดที่ใช้เครื่องยนต์เจ็ต และสามารถเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศได้ก็เสร็จ แม้ว่าจะสามารถบินได้ไกลเพียง 8,000 กิโลเมตร

ช่วงปี 50s เขาได้รับคำสั่งให้พัฒนาเครื่องบินรบสำหรับตั้งมิสไซด์ได้ ซึ่งมีเครื่อง M-50, M-55, M-57 ออกมา

1960 OKB-23 ถูกปิดตัวลง,  มึย์สิเชฟได้เป็นผู้อำนวยการของสถาบัน TsAGI ศูนย์กลางการวิจัยอากาศพลศาสตร์ของโซเวียต

1976 มีส่วนร่วมในโครงการกระสวยอวกาศ Buran 

1978 14 ตุลาคม , เสียชีวิตในมอสโคว์

เครื่อง VM-T Atlant ถูกออกแบบขึ้นเมื่อมึย์สิเชฟ ได้รับการร้องขอให้ช่วยหาพาหนะสำหรับขนเชื้อเพลิงจรวดไปยังศูนย์อวกาศไบโคนูร์ในคาซัคสถาน ซึ่งมีระยะทางไกล มึย์สิเชฟ จึงได้ใช้แบบของเครื่อง M-4 มาปรับใหม่ และติดตั้งถังเชื้อเพลิงไว้เหนือลำตัวเครื่องบิน  แต่ Atlant ได้ออกบนิครั้งแรกในปี 1981 หลังมีย์สิเชฟเสียชีวิตไปแล้ว

George Orwell

จอร์จ ออร์เวลล์ 

ผู้เขียน Animal Farm, 1949 

มีชื่อจริงว่า อีริค แบลร์ (Eric Arthur Blair) เกิดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 1903 ในโมติหะรี รัฐภิหาร์(Motihari,Bihar, India)  อินเดียซึ่งขณะนั้นอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ พ่อของเขาชื่อริชาร์ด (Richard Blair) ทำงานเป็นข้าราชการของอังกฤษอยู่ในแผนกกิจการค้าฝิ่น  แม่ชื่ออว่าไอด้า (Ida Mabel Limouzin) แบลร์ มีพี่สาวหนึ่งคนชื่อมาร์โจเรีย (Marjorie) และน้องสาวหนึ่งคนชื่อเอฟริล (Avril) 

1904 แม่พาครอบครัวย้ายกลับมาอยู่ในอังกฤษ ย่านเฮนรี่ ออน เธม ของอ๊อกฟอร์ดไซร์ (Henley-on-Thames, Oxfordshire) ในขณะที่ริชาร์ดยังต้องทำงานอยู่ในอินเดีย 

1908 เมื่ออายุได้ห้าปี ได้เข้าเรียนในคอนแวนต์ของนิกายโรมันคาโธริค

1911 ย้ายมาเรียนที่โรงเรียรนเซนต์ไซเปรี้ยน (St.Cyprian’s Schoool) ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ 

- - ก่อนสงครามโลก ครอบครัวย้ายบ้านอีกครั้งไปอยู่ในชิปเลค (Shiplake) ที่นี่เขาได้รู้จักกับจาคินธ่า (Jacintha Buddicom) ซึ่งเป็นเพื่อนที่ชอบมานั่งอ่านและเขียนบทกวีด้วยกัน ทำให้ทั้งคู่ฝันที่จะเป็นนักเขียน

1917 เข้าเรียนที่อีตัน (Eton)

1921 ออกจากอีตัน 

1922 เข้าเป็นตำรวจอังกฤษที่ประจำอยู่ในพม่า โดยเขาออกเดินทางจากอังกฤษในเดือนตุลาคม ด้วยเรือโดยสาร S.S. Herefordshirte เมื่อไปถึงย่างกุ้งได้ถูกส่งไปฝึกในมันดาเลย์ ก่อนที่จะไปประจำการณ์บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดี 

1924 ย้ายมาอยู่ในไซเรียม (Syriam) ใกล้กับย่างกุ้ง ซึ่งที่เมืองนี้มีโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทเบอร์ม่าห์ออยล์ (Burmah Oil Company) ตั้งอยู๋ แบลร์บรรยายว่าสภาพเมืองสกปรก เพราะไอของกัมมะถันจากโรงงานทำให้ต้นไม้ตาย

1925 ย้ายมาอยู่ในเมืองอินไซน์ (Insein) ซึ่งเป็นที่ตั้งของคุกขนาดใหญ่ของพม่า 

1927 ลาออกจากงานตำรวจ เพราะตั้งใจจะเป็นนักเขียน

1928 มาอยู่ในปารีส และได้เขียนคอลัมน์ลงในวารสาร Monde 

1929 ช่วงสิ้นปีเขาเดินทางกลับมาอาศัยในอังกฤษ โดยกลับมาอยู่กับพ่อและแม่ที่เซาธ์วูล์ด เขาทำงานเป็นครูสอนพิเศษให้กับเด็กพิการ และเขียนบทความลงใน Adelphi 

1932 ได้งานเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนมัธยมฮาวโธรนส์  (The Hawthorns High School) 

1933 Down and Out in Paris and London เป็นผลงานชิ้นแรก โดยเขาใช้นามปากกาว่า George Orwell ซึ่งกลายเป็นซื่อที่นักอ่านรู้จักเขามากกว่าชื่อจริง แม้ว่าแบลร์ไม่ได้ตั้งใจทิ้งชื่อจริงของตัวเอง , นามสกุล Orwell นั้นตั้งตามแม่น้ำสายหนึ่งในอีสต์แองเลีย (East Anglia) 

แบลร์ได้งานใหม่เป็นครูที่วิทยาลัยเฟรย์ (Frays College) ลอนดอนใต้ แต่ว่าเพราะต้องเดินทางเป็นระยะทางใกล้ไปทำงาน โดยที่เขาขี่มอเตอร์ไซด์ไปทำให้เขาล้มป่วยด้วยอาการปอดบวมจนต้องเข้าโรงพยาบาลและต้องออกจากงานสอน

1934 เขาทำงานพาร์ททำอยู่ในร้านขายหนังสือมือสอง และปีนี้นิยายเรื่อง Burmese Days พิมพ์ออกมา

1936 ช่วงเวลานี้เจ้าของสำนักพิมพ์ชื่อวิคเตอร์ กอนแลนซ์ (Victor Gollancz) ได้แนะนำให้แบลร์เดินทางไปยังตอนเหนือของอังกฤษซึ่งขณะนั้นเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เพื่อจะได้ศึกษาเหตุการณ์มาใช้ในการเขียน ซึ่งกลายเป็นผลงาน The Road to Wigan Pier ซึ่งพิมพ์ออกมาในปีต่อมา

9 มิถุนายน, แต่งงานกับอีลีน (Eileen O’Shaughnessy)

1937 เกิดสงครามกลางเมืองในสเปน ช่วงที่นายพลฟรานซิสโก้ ฟรานโก้ (Francisco Franco) กำลังขึ้นมามีอำนาจโดยได้รับการสนับสนุนจากนาซีเยอรมัน แบลร์ได้ตัดสินใจเดินทางมายังสเปน และได้เข้าร่วมกับกองกำลังฝ่ายรีพับพลิกัน (Republican militia) และถูกส่งไปอยู่ในแนวหน้าด้านเมืองอราก้อน (Aragon) และเตรูเอล (Teruel) 

ระหว่างรบอยู่ในเตรูเอล แบลร์ได้รับบาดเจ็บที่ลำคอสาหัส เป็นผลให้การเปล่งเสียงของเขาไม่ปกติมาตั้งแต่นั้น ต่อมาหลังการรบกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ในบาเซโลน่าเขาก็หนีกลับอังกฤษ เขากลับไปอยู่กับภรรยาในกรีนวิช (Greenwich) 

1941 เมื่อเกิดสงครามโลก แบลร์ได้เข้าทำงานให้กับวิทยุบีบีซี ในฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งออกอากาศในอินเดีย 

1943 ออกจากบีบีซี มาเป็นนักเขียนและบรรณาธิการให้กับหนังสือแม็กกาซีนรายสัปดาห์ Tribune ซึ่งเป็นหนังสือของฝ่ายซ้าย 

1945 Animal Farm นิยายของเขาที่ตั้งใจโจมตีโซเวียตและสตาลิน โดยเปรียบสตาลินเป็นหมูที่ทรยศมนุษย์และเป็นผู้นำสัตว์ในฟาร์ม ซึ่งแม้สัตว์ทุกตัวจะรักมันแต่มันก็ใจร้ายกับมนุษย์

มีนาคม, อีลีน ภรรยาของเขาเสียชีวิ

1946 เข้าย้ายมาอยู่บนเกาะจูร่า (Isle of Jura) ในสก็อตแลนด์ ช่วงนี้เขาเริ่มมีอาการป่วยด้วยโรควัณโรค และต้องเข้าโรงพยาบาลหลายครั้ง 

1949 1949

13 ตุลาคม, แต่งงานกับโซเนีย (Sonia Brownell)

1950 21 มกราคม เสียชีวิตที่โรงพยาบาลลอนดอน ด้วยอาการของวัณโรค

A Clergyman’s Daughter , 1935

Keep the Aspidistra Flying, 1936

the Road to Wigan Pier, 1937

Homage to Catalonia, 1938

Coming Up For Air, 1939

Grigory Orlov

กริกอรี ออร์ลอฟ (Григорий Григорьевич Орлов)

ออร์ลอฟ เกิดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 1734 พ่อของเขามีชื่อเหมือนกันคือกริกอรี ออร์ลอฟ (Grigory Orlov) เป็นที่ปรึกษาของซาร์ และเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการของเมืองนอฟโกรอด 

เขาเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมทหารในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และได้ร่วมรบในช่วงที่เกิดสงครามเจ็ดปี (Seven Years War, 1756-1763) 

ออร์ลอฟ เริ่มมีความสัมพันธ์กับแคทเธอรีน ระหว่างที่นางยังคงมียศเป็นเจ้าหญิง พวกเขามีลูกด้วยกันสองคนชื่อเยลิซาเวต้า (Yelizavata, b.1761)และ อเล็กซี (Aleksei, b.1762)

1762 28 พฤษภาคม, แคทเธอรีน ทำการปฏิวัติพระสวามี ซาร์ ปีเตอร์ ที่ 3 (Peter III)  ด้วยการสนับสนุนจากออร์ลอฟ จนสามารถจับซาร์ปีเตอร์ ไปคุมขัง และชิงบัลลังค์มาได้สำเร็จ

วันต่อมาหลังการปฏิวัติออร์ลอฟได้รับรางวัลโดยแต่งตั้งให้มียศเป็นเคานต์ และเลื่อนยศเป็นนายพลและได้รับรางวัล Order of Alexander Nevsky

1765 เป็นประธานคนแรกของสมาคมส่งเสิรมเศรษฐกิจเสรี (Free Economic Society) ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น

1768 เกิดสงครามระหว่างรัสเซียและออตโตมัน (Russina-Turkish war, 1768-1774) ออร์ลอฟเป็นกรรมการในสภาพิเศษที่จัดตั้งขึ้นเพื่อโครงการ Greek Project เป็นแผนการปลดปล่อยกรีซและดินแดนบอลข่านจากอิทธิพลของตุรกี

1771 กันยายน, ถูกส่งไปมอสโคว์เพื่อเจรจายุติการประท้วง (Plague riot) ของประชาชน ซึ่งในมอสโคว์ขณะนั้นเกิดการระบาดของกาฬโรค (Bubonic plague) เจ้าหน้าที่ของเมืองขณะนั้นรับมือโรคระบาดด้วยการปิดก้นพื้นที่ หรือทุบทำลายแหล่งที่เชื่อว่าเป็นแหล่งก่อให้เกิดโรค ทำให้บ้านเรือนเสียหาย แต่ว่าชาวบ้านไม่ได้รับเงินชดเชย จนกลายเป็นความไม่พอใจนำไปสู่การประท้วง ประชาชนพากันเผาทำลายสถานที่ราชการต่างๆ  เมื่อออร์ลอฟมาถึงเขาได้เจรจากับผู้ประท้วงจนเหตุการณ์ยุติโดยดี โดยมีการตั้งโรงพยาบาลขึ้นหลายแห่งเพื่อรับมือรับโรคระบาด มีการให้น้ำ อาหารและเสื้อผ้าแก่ผู้ป่วยฟรี

หลังงานของเขาประสบความสำเร็จ เมื่อกลับไปถึงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พระนางแคทเธอรีนได้ประทานเหรียญรางวัลพิเศษให้กับเขา 

1772 เขาเป็นตัวแทนรัสเซียเดินทางไปประชุมสภาสันติภาพ (peace cingress) ที่ฟอสซานิ (Focsani) ในโรมันเนีย เพื่อหาทางยุติสงครามกับอ๊อตโตมัน แต่ว่าล้มเหลว หลังจากกลับมารัสเซียเขาจึงถูกกดดันให้ออกจากตำแหน่งในราชการ 

1775 เขาเดินทางไปต่างประเทศ โดยได้อาศัยอยู่ในหลายเมืองทั้ง ออสเตรีย, อิตาลี และอังกฤษ

1777 ระหว่างที่ออร์ลอฟอยู่ในอัมสเตอร์ดับ เขาได้ซื้อเพชรเม็ดหนึ่งมาจากพ่อค้าชาวอาเนียชื่อ กริกอรี ซาฟราส (Grigori Safras) เป็นเงินถึงสี่แสนรูเบิ้ลขณะนั้น  เพื่อทำมามอบให้กับพระนางแคทเธอรีนเพื่อเอาพระทัย ซึ่งแคทเธอรีนได้นำเขาเพชรนั้นไปประดับคฑาประจำพระองค์ เพชรเม็ดถูกเรียกชื่อว่า Orlov Diamond

ในปีนี้ออร์ลอฟ แต่งงานกับ แคทเธอริน่า ซินอฟเยว่า (Ekaterina  N. Zinovyeva)  และอาศัยอยู่ในคฤหาสน์เนชกุชโนเย่ (Neskychnoe estate) ทางใต้ของมอสโคว์ ทั้งคู่ไม่มีทายาทด้วยกัน 

1782 หลังการเสียชีวิตของภรรยาของเขา ออร์ลอฟมีอาการป่วยทางจิต 

1783 13 เมษายน, เสียชีวิต

Frederick Douglass

เฟรเดริค ดักลาส (Frederick Augustus Washington Bailey) 

ดักกลาส ในตัลบอท, แมรี่แลนด์ (Talbot country, Maryland) วันเกิดของเขาไม่ชัดเจน แต่เขาเลือกให้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1818 เป็นวันเกิด ชื่อจริงคือ เฟรเดริค เบลีย์ , เขาเกิดมาในสภาพที่เป็นทาสตั้งแต่แรก แม่ของเขาชื่อว่าฮาร์เรียต เบลีย์ (Hariet Bailey) พ่อของเขานั้นเป็นชายผิวขาวที่ไม่ปรากฏชื่อ 

ดักกลาสถูกนำไปฝากไว้กับยายเบตตี้ (Betty Bailey) และป้า โดยที่มีโอกาสพบแม่ของตัวเองน้อยมาก (เธอเสียชีวิตตอนที่เขาอายุ 10 ปี)

เมื่อายุ 7 ปี ดักกลาสก็ถูกส่งไปอยู่ที่ไวเฮาท์ (Wye House) บริษัทปลูกป่า ในแมรีแลนด์ โดยที่ดักกลาสอยู่ภายใต้การดูแลของอารอน แอนโธนี่ (Aaron Anthony) 

1826 เมื่ออายุได้ 8 ปีเขาถูกขายต่อให้กับโธมัส อูล์ด (Thomas Auld) และต่อมาถูกส่งให้กับพี่ชายของโธมัส ชื่อฮุกห์ (Hugh Auld) ที่เป็นช่างไม้อยู่ในบัลติมอร์ และได้มีโอกาสเรียนอ่านหนังสือครั้งแรกโดยโซเฟีย (Shphia) ภรรยาของฮุกห์เป็นคนสอน ซึ่งฮุกห์ไม่เห็นด้วยเพราะขัดกับกฏหมายของแมรี่แลนด์ในเวลานั้น และกลัวว่าทาสที่มีความรู้จะมีข้อเรียกร้องมากขึ้น 

เมื่อมีโอกาสดักกลาสยังแอบเรียนหนังสือด้วยตัวเองโดยแอบดูการเรียนของเด็กผิวขาว และพยายามอ่านตัวหนังสือต่างๆ ที่พิมพ์อยู่รอบตัว

1833 โธมัสเรียกตัวดักกลาสกลับมา และส่งเขาไปอยู่กับชาวไร่จนๆ ชื่อเอ็ดเวิร์ด โคเวย์ (Edward Covey) ซึ่งชอบทำร้ายทาส ดักกลาสถูกทำร้ายเป็นประจำ

1836 1 มกราคม, เขาตั้งปณิธานในวันปีใหม่ว่าเขาจะต้องเป็นไทมีอิสรภาพ และวางแผนที่จะหลบหนีให้ได้ภายในปีนี้

เมษายน, แผนการของเขาถูกค้นพบเสียก่อนทำให้เขาถูกจับขังคุก

หลังจากพ้นโทษได้กลับมาทำงานเป็นกรรมกรรในอู่ต่อเรือที่บัลติมอร์อีก

1838 3 กันยายน, เขาหลับหนีออกจากเมืองโดยทางรถไฟ และเรือ ไปยังนิวยอร์ค 

15 กันยายน, ระะหว่างที่อยู่ในนิวยอร์คเขาได้แต่งงาน กับแอนนา เมอร์เรย์ (Anna Murray) เธอเป็นผู้หญิงผิวดำ แต่ไม่ได้เป็นทาส และมีอายุมากกว่าดักกลาสห้าปี ทั้งคู่พบรักกันระหว่างที่ดักกลาสทำงานอยู่ในฟาร์มของโคเวย์ 

ช่วงเวลานี้ดักกลาสนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น เฟรเดริค ดักลาส (Frederick Douglass) ชื่อตามตัวละครเอกในเรื่อง The Baly of the Lake ของวอลเตอร์ สก๊อต (Sir Walter Scott) หลังจากนั้นเขาได้ย้ายไปอยู่ในนิว เบดฟอร์ด, แมสซานชูเซตต์ (New Bedford, Massachusetts)

ที่เมืองนี้ดักลาสเข้าร่วมกิจกรรมกับหลายองค์กรที่สนับสนุนการเลิกทาส 

1841 เขาได้ฟังการพูดของวิลเลี่ยม การ์ริสัน (William Lloyd Garrison) ระหว่างการประชุมประจำปีของสมาคมต่อต้านการใช้แรงงานทาสบริตอล (Bristol Anti-Slavery Society) ทำให้เขาเกิดแรงบัลดาลใจ

ไม่กี่วันต่อมาดักลาสได้ขึ้นไปกล่าวคำปราศรัยบ้าง ในการประชุมของสมาคมต่อต้านการใช้แรงงานทาสแมสซานชูเซตต์ (Massachusetts Anti-Slavery Society) จัดขึ้นในนันตัคเก็ต (Nantucket) ซึ่งการปราศรับครั้งนี้ทำให้เขาได้ทำสัญญาเป็นคนแล็คเชอร์ให้กับสมาคมเป็นเวลาสามปี 

1845 เขาตีพิมพ์ชีวประวัติของตัวเอง ในชื่อ Narrative of the Life of Frederick Douglas, an American Slave, Written by Himself

สิงหาคม, เขาล่องเรือไปยังไอร์แลนด์ และใช้เวลาอยู่ที่ไอร์แลนด์และอังกฤษกว่าสองปี โดยได้มีโอกาสไปบรรยายตามงานของโบสถ์ต่างๆ 

1846 ดักกลาสได้รับอิสรภาพ หลังจากผู้สนับสนุนเขานำโดยเอลเลน ริชาร์ดสัน (Ellen Richardson) ได้ช่วยหาทุนเพื่อซื้ออิสรภาพของเขาจากโธมัส อูล์ด เจ้าของเดิม 

1847 เขากลับมาถึงสหรัฐฯ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ

1848 ทำนิตยสารรายสัปดาห์ ชื่อ  The North Star ออกมา โดยมีความหนาเพียงสี่หน้า และจำหน่ายอยู่แค่ในเขตโรเชสเตอร์ ของนิวยอร์ค

1851 The North Star เปลี่ยนชื่อใหม่มาเป็น Frederick Douglass’ Paper

1852 ในที่ประชุมสมาคมต่อต้านการใช้แรงงานทาสในการทอผ้าแห่งโรเชสเตอร์ (Rochester Anti-Slavery Sewing Soceity) ดักกลาสได้ขึ้นกล่าวปราศรัย ซึ่งกลายเป็นสุนทรพจน์ที่รู้จักกันในชื่อ The Meaning of 4 July For Nigro

1855 My Bondage and My Freedom

1861 เร่ิมเกิดสงครามกลางเมืองในอเมริกา (Civil War, 1861-1865) ดักกลาสเห็นว่าสงครามครั้งนี้เป็นโอกาสในการปลดปล่อยทาส โดยระหว่างสงครามดักลาสทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนในการหาทหารอาสาสมัครให้กับหน่วยทหารที่ 54 (54th Regiment Massachusetts Volunteer Infantry) โดยที่ลูกชายของดักกลาสชื่อชาร์ล ได้ร่วมในหน่วยนี้ด้วย 

1870 เริ่มทำหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ในชื่อ the New National Era แต่ไม่กี่ปีหนังสือพิมพ์ก็ปิดตัวไปจากปัญหาเศรษฐกิจ

1874 ดักกลาสได้รับเลือกเป็นประธานธนาคารฟรีดเมน (Freedmen’s Bank) ธนาคารสำหรับคนเชื้อสายแอฟริกันอเมริกัน  แต่ว่าตอนที่ดักกลาสเข้ามานั้นธนาคารใกล้จะล้มแล้ว ดักกลาสพยายามขอการสนับสนุนการรัฐสภาแต่ไม่สำเร็จ ในเดือนมิถุนายนธนาคารก็ถูกปิดไป

1877 ในสมัยของประธานาธิบดีรูเธอฟอร์ด (Rutherford Hayes) ได้มอบให้ดักลาสเป็นมาร์แชล ประจำ ดี.ซี.(U.S. Marshal ,เจ้าหน้าที่อาวุโสในกระบวนการยุติธรรม ทำหน้าที่บังคับใช้กฏหมาย เช่น นำจับผู้ต้องหาตามคำสั่งศาล)  เมื่อได้รับตำแหน่งใหม่ เขาจึงพาภรรยาและลูกย้ายมาอยู่ใน วอชิงตัน ดี.ซี. 

1881 Life and Times of Frederick Douglass ชีวประวัติเล่มสุดท้ายของเขาพิมพ์ออกมา

1895 20 กุมภาพันธ์, เสียชีวิตภายในบ้านพักด้วยอาการหัวใจวาย หลังจากเพิ่งกลับมาจากการประชุมสภาสตรีแห่งชาติในวอชิงตัน ดี.ซี. 

 

Rene Descartes

เรเน่ ดีสคาร์ต (Rene Descartes)

ดีสคาร์ตเกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 1596 ในลาอองตูเรน , อินดรีลัวร์ (La Haye en Tourine, Indre-ed-Loire) ฝรั่งเศส พ่อของเขาชื่อจัวชิม (Joachim Descartes, 1563-1640) เป็นอัยการศาลในเมืองรีน (Paelement of Brittany , Rennes)  ส่วนแม่ชื่อเจนู บรุชาร์ด (Jeanne Brochard) โดยเขาเป็นลูกคนที่สามของบ้าน 

1597 16 พฤษภาคม, แม่ของดีสคาร์ตเสียชีวิตจากการคลอด 

หลังจากแม่เสียชีวิตไม่นานพ่อก็แต่งงานใหม่ ดีสคาร์ตและพี่สองคนถูกส่งไปอยู่กับยายของเขาชื่อเจนู (Jeanne Sain) 

1606  เข้าเรียนที่วิทยาลัยเฮนรี่เลอแกรนด์ (Jesuit College Royal Henry-Le-Grand) ในจังหวัดลาเฟรช (La Flèche) ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ

1616 ได้รับปริญญา ทางด้านกฏหมาย มหาวิทยาลัยปอยเทียร์ (University of Poitiers) 

1618 อยู่ในเนเธอแลนด์และได้เข้าเป็นทหารให้กับมัวไรซ์ แห่งนัซซอ (Maurice of Nassau) ระหว่างนี้ได้พบและเรียนคณิตศาสตร์กับนักวิทยาศาสตร์ดัตช์ ชื่อ ไอแซ็ค บีคแมน (Isaac Beeckman) 

1619 เข้าเป็นทหารให้กับกองทหารของดุ๊กแม็กซิมาเลียนแห่งบาวาเรีย (Duke Maximilian of Bavaria) ทำให้เข้าไปอยู่ในการรบช่วงสงคราม 30 ปี (Thrty Years’ War) 

ช่วงปลายปีระหว่างที่เป็นทหารอยู่ในกรุงปราก ได้มีโอกาสพบกับนักดาราศาสตร์สองท่านคือบราห์ (Tycho Brahe) และเคปเลอร์ (Johannes Kepler) 

1620 ออกจากอาชีพทหาร และเริ่มออกเดินทางพเนจรไปยังหลายประเทศในยุโรป ไปยังโบฮีเมีย (1620) ฮังการี (1621) 

1623 ระหว่างที่เขาอยู่ในปารีส ได้มีการติดต่อกับ เมอร์ซีน (Mersenne) 

1628 มาอาศัยอยู่ในฮอลแลนด์ แม้ว่าจะย้ายที่อยู่บ่อยแต่ก็อาศัยอยู่ในประเทศนี้เป็นเวลานาน

1629 เขาเริ่มเขียนผลงานชื่อ The World  ที่เขาอธิบายปรากฏการณ์ท่างฟิสิกส์หลายเรื่อง แต่ว่ายังมีเรื่องที่สนับสนุนความคิดเรื่องโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วย ต่อมาเมื่อง The World ถูกเขียนเสร็จสมบูรณ์ ดีสคาร์ตก็ได้ทราบข่าวเรื่องการที่กาลิเลโอถูกลงโทษจากทฤษฏีที่ขัดกับความเชื่อที่ขัดแย้งกับศาสนา ดิสคาร์ตจึงตัดสินใจไม่พิมพ์ The World ออกมา ผลงานเขียนของเขาเล่มนี้เนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงสาบสูญไป มีเพียงบางส่วนที่พิมพ์ออกมาหลังจากเขาจากโลกนี้ไปแล้ว

1635 ลูกสาวของดีสคาร์ตเกิดขึ้นมา เธอชื่อฟรานซิน (Francine)  คนที่เป็นมารดาของเด็กชื่อเฮเลน่า (Helena Jans) เป็นหญิงรับใช้ในบ้านของดีสคาร์ต แต่ว่าทั้งคู่ไม่ได้แต่งงานกันอย่างถูกต้อง , ฟรานซิน เสียชีวิตตอน 5 ขวบ ในปี 1640 

1637 The Discourse on the Method , หนังสือเล่มนี้ปรากฏประโยค je pense, donc je suis (I think , therefore I am) เป็นครั้งแรก ซึ่งในหนังสือเล่มถัดไปของเขา Principles ได้เขียนเป็นภาษาลาติน Cogito ergo sum  ซึ่งเป็นประโยคที่บุกเบิกและอธิบายปรัชญาของเขาได้ดีที่สุดว่า ทุกสิ่งเกิดจากความคิด

1641 Meditations of First Philosophy เป็นผลงานที่ได้รับความนิยมที่สุดของเขาในปัจจุบัน แม้ว่าในช่วงเวลาที่พิมพ์ออกมาครั้งแรกยังได้รับความสนใจในวงจำกัด Meditaitons ตั้งคำถามเกี่ยวกับองค์ความรู้ของเรา สิ่งที่เราเชื่อว่าถูกหรือผิดซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น เขาถามเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระเจ้า และการแยกออกจากกันได้หรือไม่ของร่างกายและจิต (Dualism) 

1644 Principles of Philosophy, เขาอุทิศผลงานนี้ให้กับเจ้าหญิงอลิซาเบธ (Princess Elisabeth of Bohemia) ลูกศิษย์คนสำคัญที่เข้ามาศึกษาแนวคิดของเขา 

1646 The Passions, 

1649 กันยายน, ย้ายไปอยู่ในสต๊อคโฮล์ม ตามคำเชิญที่จะให้ไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือให้กับพระราชินีคริสตีน่า แห่งสวีเดน (Christina of Sweden)   แต่ว่าไม่นานเขาก็ล้มป่วย

1650 11 กุมภาพันธ์, เสียชีวิตด้วยอาการปอดบวม ภายในบ้านพักรับรองของสถานทูตฝรั่งเศส

ศพของดีสคาร์ต ถูกฝังที่โบสถ์อดอร์ฟ ฟรีดริก (Adolf Fredrik Church) 

1663 งานเขียนของดีสคาร์ต ถูกศาสนจักรขึ้นบัญชีหนังสือต้องห้าม (Index Librorum Prohibitorum) 

1819 ศพของดีสคาร์ต ถูกนำมาไว้ในฝรั่งเศส และฝังที่ Abbey of Saint-Germain-des-Prés ในปารีส

Alexis de Tocqueville

อเล็กซิส เดอ โตกีวิล (Alexis Charles Henri Tocqueville)

ผู้เขียน Democracy in America

โตกีวิล เกิดเมื่อวันที่ 29 กรกฏาคม 1805 ในกรุงปารีส  พ่อของเขาเฮอร์เว่ (Hervé Louis François Jean Bonaventure Clérel, Comte de Tocqueville) ทำงานอยู่ในราชสำนักของกษัตริย์ หลุยส์ ที่ 16 (King Lousis XVI) และแม่ชื่อว่าหลุยส์ โรซานโบ (Louise Madeleine Le Peletier Rosanbo)

ย้อนไปในปี 1793 พ่อและแม่ของเขาถูกจับและเกือบจะถูกประหารในช่วงที่เกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส และประเทศอยู่ใต้การปกครองของฝ่ายจาโคบิน  แต่ว่าได้รับการปล่อยตัวเมื่อเกิดการปฏิวัติโดยฝ่ายของนโปเลียน 

1817 โตกีวิลเข้าเรียนหนังสือที่วิทยาลัยเจซูตในเมืองเมตซ์ (Church of St. Clement of Metz) จนกระทั้งได้วุฒิด้านกฏหมาย

1827 ได้รับตำแหน่งผู้พิพากษาในศาลแวร์ไซส์ (Court of Versailles)  ที่นี่เข้าได้รู้จักกับบัวมอนต์ (Gustave de Beaumont) พวกเขาทำงานร่วมกัน

1831 โตกีวิล และบัวมอนต์เดินทางมายังสหรัฐอเมริกาโดยการสนับสนุนของรัฐบาลฝรั่งเศส เพื่อให้มาศึกษาระบบเรือนจำในสหรัฐฯ  โดยเรือได้มาเทียบท่าที่เกาะโรดไอแลนด์ (Rhode Island) จากนั้นเขาได้ใช้เวลากว่าเก้าเดือนเดินทางท่องเที่ยวเพื่อศึกษาข้อมูลด้านต่างๆ ของอเมริกา โดยมีโอกาสได้ไปนิวออลีน เพนซิวาเนีย และวอชิงตัน ดี.ซี. และพบกับประธานาธิบดี แอนดริว แจ็คสัน (Andrew Jackson)

1832 เมืองกลับมาฝรั่งเศส ได้เขียนรายงานเกี่ยวกับสหรัฐฯ ชื่อ On the Penitentiary System in the United States and Its Application in France  

1835 พิมพ์หนังสือ Democracy in America ในหนังสือเขาสรรเสริญแนวคิดอุดมการการให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเท่าเทียมกันในอเมริกา แต่ก็กังวลว่าประชาธิปไตยมีความปกพร่องและอาจจะนำไปสู่การสร้างเผด็จการในรูปแบบใหม่เมื่อประชาชนแต่ละคนมีความเห็นแก่ตัว เขายังตำหนิการปฏิบัติของอเมริกันต่อชนพื้นเมืองและชาวอัฟริกันที่ถูกใช้เป็นแรงงานทาส

1838 ได้รับเลือกเป็นสมาชิกของ Academy of Moral and Political Sciences

1841 เดินทางมาอัลจีเรีย ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส 

1842 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาของเมืองแชนเนล (Channel) อยู่ในตำแหน่งจนกระทั้งปี 1852

1846 มายังอัลจีเรียอีกครั้ง

1848 กุมภาพันธ์, เมื่อเกิดการปฏิวัติกุมภาพันธ์ในฝรั่งเศส (February Revolution, 1848) 

เมษายน, โดกีวิลได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาร่างธรรมนูญ (Constituent Assembly)เวลานั้นฝรั่งเศสอยู่ในช่วงถูกเรียกว่าสาธารณรัฐ ครั้งที่ 2 (Second Republic) รัฐธรรมนูญของโตกีวิล ได้เปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยให้ทุกชนชั้น (เฉพาะเพศชาย) มีสิทธิออกเสียงเท่าเทียมกัน

มิถุนายน, เกิดการลุกฮือครั้งใหญ่ในปารีส (June Days Uprising) 

ธันวาคม, หลุยส์ นโปเลียน (Louis-Napoleon Bonaparte) หรือนโปเลียน ที่ 3 ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี , ในการเลือกตั้งครั้งนี้โตกีวิลสนับสนุนพรรค Party of Order ของนายพลคาเวียกแน๊ก (Caviagnac) ซึ่งต่อต้านฝ่ายสังคมนิยม 

1849 3 มิถุนายน, โตกีวิลได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นช่วงเวลาสั้นๆ จนกระทั่งเดือนตุลาคม

1851 หลุยส์ นโปเลียน ทำรัฐประหาร (coup d’etat of 2 December 1951) เพราะรัฐธรรมนูญไม่อนุญาตให้เขาลงสมัครรับเลือกตั้งในสมัยที่ 2 เขาตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดิ ฝรั่งเศสกลายมาเป็นจักรวรรดิ ครั้งที่ 2 (Second Empire, 1851-1871)

โตกีวิล ถูกจับและตั้งข้อหาเป็นกบฏเพราะว่าเขาพยายามรวบรวมกำลังในปารีสเพื่อต่อต้านการรัฐประหารของหลุยส์ นโปเลียน  โตกีวิล ถูกนำตัวไปขังในเมืองวินเซนน์ (Vincennes)  แต่ต่อมาได้รับการปล่อยตัว 

1856 มีผลงานเขียน The Old Regime and the Revolution 

1859 16 เมษายน, เสียชีวิตด้วยวัณโรคภายในบ้านพักที่เมืองคานน์  ศพของเขาถูกนำไปฝังที่สุสานในนอร์มันดี (Normandy) 

Valery Bolotov

วาเลรี่ โบโลตอฟ (Валерий Дмитриевич Болотов)

ผู้นำสาธารณรัฐประชาชนลุกานส์ก (Lugansk People’s Republic)

โบโลตอฟ เกิดเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1970 ในเมืองสตาซานอฟ (Stakhanov, Lugansk oblast, Ukraine SSR) 

จบการศึกษาระดับมัธยม จากโรงเรียนหมายเลข 18 ในเมืองที่เขาอาศัย 

1988 เข้าเป็นทหารในกองทัพของโซเวียต โดยประจำการในหน่วยรบทางอากาศวิเตบส์ก (Vitebsk Airborne Division)  และถูกส่งไปเป็นรักษาความสงบในรัฐแถบคอเคซัส ทั้งจอร์เจีย อาเซอร์ไบจันช่วงที่เกิดความข้อพิพาทของเขตนากอร์โน-การาบัคห์ (Nagorno-Karabakh) และในทบิลิซี ช่วงปี 1989-1990

หลังปลดประจำการณ์ได้เข้าเรียนทางด้านเศรษฐศาสตร์และวิศวกรรมจนจบ 

2014 6 เมษายน, โบโลตอฟและกองกำลังที่ต่อต้านรัฐบาลกลางของยูเครน ได้เข้ายึดอาคารหน่วยความมั่นคงของยูเครนในลุกานส์ก  

21 เมษายน, ในที่ประชุมสภาประชาชน (People’s Assembly) ได้เลือกให้โบโลตอฟ เป็นผู้นำของรัฐบาลประชาชน (People’s Governor) ของลุกานส์ก 

28 เมษายน, กองกำลังต่อต้านรัฐบาลทหารในเคียฟ ประกาศให้ลุกานส์กเป็นเอกราช โดยตั้งเป็นสาธารณรัฐประชาชนลุกานส์ก

11 พฤษภาคม, มีการจัดการลงประชามติ

12 พฤษภาคม, ลุกานส์กประกาศตัวเองเป็นเอกราช

เขามีลูกสองคน