กริกอรี ซิโนเวียฟ (Григорий Увсеевич Зиновьев)


เกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน 1883 ในเยลิซาเวทกราด (Yelizavetgrad) ยูเครน ในครอบครัวเกษตรกรคนเลี้ยงโคนมที่ร่ำรวย เขามีเชื้อสายยิวด้วย  ตอนเด็กนั้นเขามีชื่อจริงว่า Apfelbaum หรือ Radomyslovskyเขาเข้าร่วมกับซึกของบอลเชวิคตั้งแต่มีการก่อตั้งพรรค  RSDLP ในปี 1903 ได้รับเลือกให้เป็นคณะกรรมการกลางของพรรค ในปี 1907 ก่อนที่พรรคจะแตกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจนระหว่างผู้สนับสนุนเลนิน และอีกฝ่ายที่สนับสนุนบ็อกดานอฟ และภายหลังการปฏิวัติในปี 1917 เขาเป็นหนึ่งในผู้ใกล้ชิดกับเลนินมากที่สุด 

1914 หลบหนีสงครามโลก ครั้งที่ 1 ไปอยู่ในสวิสเซอร์แลนด์ 

1917 3 เมษายน ซิโนเวียฟ และภรรยาของเขา ทั้งสองคน ภรรยาคนแรก ซาราห์ ราวิตช์ (Sarah Ravitch) และภรรยาคนที่สอง ซลาต้า ลิวิน่า (Zlata Lilina) และลูกชาย สตีเฟน เดินทางกลับมายังรัสเซีย หลังจากหนีออกไปลี้ภัยอยู่ในสวิสเซอร์แลนด์  เขาเดินมาในขบวนรถไฟเดียวกับเลนิน และสหายนักปฏิวัติอีกหลายคน พอวันต่อมา 4 เมษายน เลนิน ก็ประกาศแผนเมษายน (April Theses) ซึ่งเขาประกาศไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเฉพาะกาลในเวลานั้น และเรียกร้องให้บอลเชวิคทั้งหลาย ลุกขึ้นสู้โดยใช้อาวุธ เพื่อยึดอำนาจจากรัฐ ซึ่งต่อมาส่งผลให้เกิดการปฏิวัติอีกครั้งในเดือนตุลาคม ตามมา แต่ว่าซิโนเวียฟ นั้นไม่ได้เห็นด้วยกับการตัดสินใจของเลนิน ในการใช้อาวุธลุกขึ้นยึดอำนาจจากรัฐบาลเฉพาะกาล เขาและ Lev Kamenev เป็นเพียงแค่สมาชิกสองคนของคณะกรรมการกลางที่โหวตสวนการตัดสินใจของพรรคในครั้งนี้ ซึ่งเลนินเองมองการกระทำของพวกเขาว่าเป็นการทรยศ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเขาภายในพรรค

1918 เขายังคงได้รับเลือกตั้งให้เป็นคณะกรรมการกลางของพรรค จากการประชุมพรรคครั้งที่  7 ในวันที่ 8 มีนาคม

1919 ได้รับตำแหน่งสมาชิกของโพลิตบุโร แต่ว่าไม่มีสิทธิออกเสียง โพลิตบุโร ในตอนนั้นเพิ่งจะก่อตั้งขึ้นครั้งแรก จากการประชุมพรรคครั้งที่  8 เมื่อ 25 มีนาคม , นอกจากนี้ซิโนเวียฟ ยังได้ตำแหน่งประธานของคณะกรรมการบริหารขององค์การคอมมิวนิสต์สากล (The Comintern)  ซึ่งเริ่มก่อตั้งเช่นกัน เขามีหน้าที่ในการปกป้องเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก จากการรบกับกองทัพขาวในช่วงนั้น แต่ความสัมพันธ์กับชิโนเวียฟ กับผู้นำกองทัพแดงอย่าง ทร็อตสกี นั้นไม่ราบรื่นนัก

1921 ช่วงที่ภายในพรรคเองแบ่งออกเป็นหลายฝ่าย ชิโนเวียฟยังคงสนับสนุนเลนินอยู่ เขาได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของโพลิตบุโร โดยสมบูรณ์ จากการประชุมพรรคครั้งที่ 10 โดยเข้าแทนตำแหน่งของนิโคไล เครสตินสกี (Nikolai Krestinsky) ช่วงนี้เป็นเวลาที่เขามีอำนาจรุ่งเรืองที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเลนิน ล้มป่วยในปี 1922

1923 ระหว่างการล้มป่วยของเลนิน  สตาลิน,ซิโนเวียฟ, และ คาเมเนฟ  (Kamenev) ได้ผนึกกำลังกันเป็นกลุ่มทรอยก้า (Troika) เพื่อแย่งชิงอำนาจกับทร็อตสกี 

1924 การประชุมพรรคครั้งที่  13 ในเดือนมกราคม กลุ่มทร็อยก้า ก็สามารถเอาชนะฝ่ายที่สนับสนุนทร็อตสกี ได้ โดยการได้เก้าอีเสียงข้างมากภายในพรรค ซึ่งผู้ที่สนับสนุนทร็อตสกี ก็ถูกปลดจากตำแหน่งหรือไม่ก็จะถูกบังคับให้ออกไป โดยสตาลินยังคงรักษาตำแหน่งเลขาธิการพรรคเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น หลังจากเขี่ยทร็อตสกีหลุดวงโคจรไปแล้ว ซิโนเวียฟ กับ คาเมเนฟ ก็กลับมาทะเลาะกันเอง โดยถูกยุแยงจากหนังสือของทร็อตสกี The Lessons of October ซึ่งเขียนโจมตีบทบาทของชิโนเวียฟและคาเมเนฟ ในช่วงการปฏิวัติ 1917 ที่ทั้งคู่ออกเสียงค้านการยึดอำนาจโดยพรรค

1925 สตาลินหันไปจับมือกับ นิโคไล บุคาริน (Nikolai Bukharin) บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ปราบด้า ในขณะที่ซิโนเวียฟและคาเมเนฟ ให้การสนับสนุนภรรยาหม่ายของเลนิน นาเดซด้า ครุปสกาย่า (Nadezhda Krupskaya) กับ กริกอรี โซโกลนิกอฟ (Grigory Sokolnikov) รายหลังนี้เป็นสมาชิกของโพลิตบุโร ที่ไม่มีสิทธิออกเสียง และดูแลด้านการคลัง  การประชุมพรรคครั้งที่ 14 ซิโนเวียฟ ได้รับเลือกกลับมาเป็นโพลิตบุโร แต่ว่าคาเมเนฟ ถูกลดชั้นลงมาให้กลายเป็นสมาชิกโพลิตบุโร แต่ไม่มีสิทธิออกเสียง ในขณะที่โซโกลนิกอฟ ไม่เหลือตำแหน่งในโพลิตบุโรเลย ซึ่งกลายเป็นว่าการประชุมครั้งนี้ฝ่ายที่สนับสนุนสตาลินได้อำนาจมากขึ้นไปอีก และต่อมาสตาลินก็ควบคุมอำนาจในพรรคและปลดซิโนเวียฟออกจากหน้าที่ดูแลเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก เหลือเพียงตำแหน่งในองค์การโคมินเทิร์น

1926 ซิโนเวียฟและคาเมเนฟ เริ่มหันไปเข้ากับฝ่ายที่สนับสนุนทร็อตสกี ก่อตั้งเป็นกลุ่มพันธมิตรที่เรียกว่า United Opposition ในเดือนพฤษภาคม แต่ว่าต่อมาซิโนเวียฟ ก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งในโพลิตบุโร ในการประชุมคณะกรรมการกลางเดือน กรกฏาคม และหลังจากนั้นไม่นานก็เสียตำแหน่งประธานโคมินเทิร์นไป

1927 เขายังพยายามต่อต้านสตาลินต่อไป United Opposition พยายามก่อม็อบขึ้นในวาระการระลึก 10 ปีการปฏิวัติบอลเชวิค แต่ว่าผู้ชุมนุมถูกกำลังเจ้าหน้าที่สลายไปในเดือนพฤศจิกายน และนั้นทำให้ทร็อตสกีและชิโนเวียฟ ถูกขับออกจากพรรคในวันที่ 12 พฤศจิกายน

1928 ในขณะที่ทร็อตสกียังคงต่อต้านสตาลินต่อไป แต่ว่าซิโนเวียฟและคาเมเนฟ กลับยอมแพ้ พวกเขาเขียนจดหมายเปิดผนึกสารภาพว่าได้กระทำการณ์ที่ผิดผลาดไป จดหลังจากนั้นหกเดือนทั้งคุ่ก็ได้กลับเข้าเป็นสมาชิกพรรค แต่ก็ไม่ได้มีตำแหน่งในระดับสูงอีก พวกเขาเสียบทบาททางการเมืองไปอย่างยาวนาน1932 ชิโนเวียฟและคาเมนเนฟ พยายามที่จะโค่นสตาลินอีก ในเหตุการณ์ Ryutin Affair แต่ว่าก็ล้มเหลวอีกและถูกขับออกจากพรรค

1933 กลับเข้าเป็นสมาชิกพรรคอีกในเดือนธันวาคม และต้องกล่าวสุนทรพจน์ประณามตนเองต่อที่ประชุมพรรค ครั้งที่ 17 ในเดือนมกราคม 1934 ด้วย

1935 สตาลินเริ่มการกวาดล้างศัตรูทางการเมืองอย่างเด็ดขาด (Great Purge) ซิโนเวียฟและกาเมเนฟ ถูกจับตัวในเดือนธันวาคม 1934 พวกเขาถูกบังคับให้สารภาพว่าเป็นคนสังหารเซอร์กีย์ คิรอฟ  (Sergei Kirov) ซิโนเวียฟ ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 10 ปี

1936 สิงหาคม ชิโนเวียฟ คาเมเนฟ ถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีอีกครั้ง พวกเขาถูกตั้งข้อหาก่อตั้งกลุ่มก่อการร้าย และสังหารคิรอฟ และพยายามจะสังหารสตาลินและผู้นำคนอื่นๆ  การสอบสวนดำเนินไปถึง 16 ครั้ง ก่อนที่จะมีการตัดสินว่ามีความผิดในวันที่ 24 สิงหาคม และในคืนน้ั้นเอง หลังจากเที่ยงคืนไปนิดหน่อย พวกเขาก็ถูกสังหารโดยการยิงเป้าทันที